ค้นคำว่า MBTI คู่ไหนเข้ากัน แล้วคุณจะเจอตารางสีสวยที่บอกว่า INFJ เหมาะกับ ENFP และ INTJ ห้ามคบกับ ESFP เด็ดขาด
ตารางพวกนั้นถูกแชร์ต่อกันจนดูเหมือนข้อสรุปทางวิชาการ ทั้งที่แทบไม่มีตารางไหนบอกได้ว่าตัวเลขมาจากงานวิจัยชิ้นไหน บทความนี้ตอบว่ามันมาจากไหนจริง ๆ และอะไรคือสิ่งที่ทำนายความสัมพันธ์ที่ไปรอดได้ดีกว่า
ตารางคู่ที่เข้ากันมาจากไหน
ต้นทางของตารางเหล่านี้ไม่ใช่การเก็บข้อมูลคู่รักหลายพันคู่แล้วดูว่าคู่ไหนอยู่ด้วยกันนานกว่า
ส่วนใหญ่มาจาก การตีความทฤษฎี ว่าประเภทที่มีลำดับการใช้ฟังก์ชันทางความคิดต่างกันบางแบบน่าจะเติมเต็มกัน แล้วนำข้อสันนิษฐานนั้นมาจัดเป็นตาราง จากนั้นชุมชนผู้สนใจก็ขยายต่อกันไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพที่ดูมีระบบ
ปัญหาคือขั้นตอนสำคัญที่สุดหายไป นั่นคือการทดสอบว่าข้อสันนิษฐานนั้นตรงกับความจริงหรือเปล่า
เมื่อไม่มีการทดสอบ ตารางจึงบอกได้อย่างมากว่า ในทางทฤษฎีแล้ว คนสองแบบนี้น่าจะคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการบอกว่าใครควรคบกับใคร
ความคล้ายกันช่วยจริงไหม
คำถามนี้มีคนศึกษามาเยอะ และคำตอบที่ได้ค่อนข้างสม่ำเสมอจนน่าประหลาดใจ
ช่วงเริ่มต้น ความคล้ายกันมีผลอยู่บ้าง คนที่มีความสนใจ ค่านิยม และจังหวะชีวิตคล้ายกันมักรู้จักกันง่ายกว่าและเริ่มต้นได้ลื่นกว่า
แต่เมื่อคบกันไปแล้ว ความคล้ายกันของบุคลิกภาพทำนายความพึงพอใจได้น้อยมาก งานวิจัยขนาดใหญ่ที่รวมข้อมูลคู่รักหลายพันคู่พบว่า สิ่งที่ทำนายว่าความสัมพันธ์จะดีหรือไม่ได้ดีที่สุด คือสิ่งที่เกิดขึ้น ภายใน ความสัมพันธ์ เช่นความรู้สึกว่าอีกฝ่ายใส่ใจ ความพึงพอใจทางเพศ และความมุ่งมั่นที่จะอยู่ต่อ ส่วนคุณลักษณะของแต่ละคนที่นำมาจับคู่กัน อธิบายได้น้อยกว่านั้นมาก
พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่คุณสองคนทำต่อกันสำคัญกว่าสิ่งที่คุณสองคนเป็น
สิ่งที่ทำนายได้ดีกว่าประเภทบุคลิกภาพ
ถ้าตัวอักษรสี่ตัวไม่ใช่คำตอบ แล้วอะไรคือคำตอบ นี่คือสิ่งที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่ามาก
วิธีจัดการเวลาทะเลาะกัน จากการสังเกตคู่รักในห้องทดลองต่อเนื่องหลายสิบปี นักวิจัยพบว่าพฤติกรรมบางอย่างระหว่างความขัดแย้งเป็นสัญญาณอันตราย โดยเฉพาะ การดูถูกเหยียดหยาม เช่นการประชด กลอกตา หรือพูดจาให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อย รวมถึงการวิจารณ์ตัวตนแทนพฤติกรรม การโต้กลับเพื่อป้องกันตัวโดยไม่ฟัง และการเงียบใส่จนอีกฝ่ายเข้าไม่ถึง
ความมั่นคงทางอารมณ์ ระดับความวิตกกังวลและความหวั่นไหวต่อเรื่องลบของแต่ละคนสัมพันธ์กับความพึงพอใจในความสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอในงานวิจัยหลายชิ้น น่าสังเกตว่านี่คือมิติที่ MBTI ไม่ได้วัดเลย
การซ่อมแซมหลังทะเลาะ ไม่ใช่การไม่ทะเลาะ คู่ที่ไปรอดไม่ใช่คู่ที่ไม่เคยขัดแย้ง แต่คือคู่ที่กลับมาคืนดีเป็นและยอมรับอิทธิพลของอีกฝ่ายได้
การชื่นชมในเรื่องเล็ก การตอบสนองเมื่ออีกฝ่ายชวนคุยเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน สะสมเป็นความรู้สึกว่าเราสำคัญต่อกัน ซึ่งเป็นฐานที่ทำให้ผ่านเรื่องใหญ่ไปได้
ทั้งสี่ข้อนี้มีจุดร่วมสำคัญคือ เปลี่ยนได้ด้วยการฝึก ต่างจากตัวอักษรสี่ตัวที่คุณทำอะไรกับมันไม่ได้
แล้วประเภทไม่มีความหมายเลยหรือ
มีความหมาย แต่ไม่ใช่ในแบบที่ตารางบอก
MBTI ไม่ได้บอกว่าใครควรคบกับใคร แต่มันช่วย ตั้งชื่อ ให้จุดที่คุณสองคนมักสะดุด และการตั้งชื่อได้คือครึ่งหนึ่งของการแก้ปัญหา เพราะมันเปลี่ยนบทสนทนาจากการกล่าวโทษเป็นการอธิบายความต่าง
สี่จุดเสียดสีที่ MBTI ช่วยตั้งชื่อให้ได้
เรื่องพลังสังคม ฝ่ายหนึ่งอยากออกไปเจอเพื่อนวันหยุด อีกฝ่ายอยากอยู่บ้านเงียบ ๆ ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการหาว่าใครถูก แต่แก้ด้วยข้อตกลงล่วงหน้า เช่นตกลงกันว่าเดือนหนึ่งมีกี่ครั้งที่ออกไปด้วยกัน และครั้งไหนที่แยกกันได้โดยไม่มีใครน้อยใจ
เรื่องรายละเอียดกับภาพรวม ฝ่ายหนึ่งวางแผนเที่ยวละเอียดทุกชั่วโมง อีกฝ่ายอยากไปถึงแล้วค่อยว่ากัน ทางออกที่ใช้ได้จริงคือแบ่งกันรับผิดชอบคนละส่วน เช่นให้คนวางแผนดูแลการจองและการเดินทาง แล้วกันเวลาว่างไว้ให้อีกฝ่ายเลือกหน้างานจริง ๆ
เรื่องวิธีปลอบใจ ฝ่ายหนึ่งเจอปัญหาแล้วอยากได้ทางแก้ อีกฝ่ายอยากได้คนรับฟังก่อน นี่คือความต่างที่ทำให้คนรักกันทะเลาะกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และแก้ได้ด้วยประโยคเดียวคือถามว่าตอนนี้อยากให้ฟังเฉย ๆ หรืออยากให้ช่วยคิด
เรื่องแผนกับความยืดหยุ่น ฝ่ายหนึ่งอยากรู้ล่วงหน้าว่าสุดสัปดาห์นี้จะทำอะไร อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดเมื่อทุกอย่างถูกล็อกไว้หมด ข้อตกลงที่ได้ผลคือกำหนดหมุดสำคัญไว้ไม่กี่จุด แล้วปล่อยที่เหลือให้ตัดสินใจกันหน้างาน
สังเกตว่าทั้งสี่ข้อจบลงที่ ข้อตกลงที่จับต้องได้ ไม่ใช่จบที่การสรุปว่าเราเข้ากันไม่ได้เพราะเป็นคนละประเภท
วิธีใช้ MBTI กับคนที่คุณรักให้ได้ผล
ใช้เป็นคำถาม ไม่ใช่คำตัดสิน แทนที่จะบอกว่าคุณเป็น T เลยไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น ให้ถามว่าเวลาเราเล่าเรื่องแย่ ๆ ให้ฟัง คุณคิดว่าเรากำลังขออะไรจากคุณอยู่
ยืนยันกับเจ้าตัวเสมอ อย่าเดาประเภทของแฟนแล้วสรุปพฤติกรรมแทนเขา คนคนหนึ่งรู้จักตัวเองมากกว่าตารางใด ๆ และผลที่ได้ก็เปลี่ยนไปมาได้ตามที่อธิบายไว้ในบทความ ทำไมผล MBTI ถึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ทำ
แปลงความต่างเป็นข้อตกลง ทุกครั้งที่พบจุดเสียดสี ให้จบด้วยข้อตกลงที่ทำได้จริงหนึ่งข้อ เช่นบอกล่วงหน้าหนึ่งวันเมื่อจะนัดเพื่อน หรือถามก่อนทุกครั้งว่าอยากให้ฟังหรืออยากให้ช่วยคิด
อย่าลืมว่าคนเปลี่ยนได้ คู่ที่อยู่ด้วยกันนานมักปรับเข้าหากันทีละน้อยจนความต่างที่เคยหนักกลายเป็นเรื่องเล็ก ตารางความเข้ากันได้ไม่มีทางจับความเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะมันถ่ายภาพนิ่งของคนสองคนในวันที่ทำแบบทดสอบเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อย
คู่ที่ประเภทตรงข้ามกันทุกตัวอักษรอยู่ด้วยกันได้ไหม
ได้ และเจอได้ทั่วไป งานวิจัยไม่พบว่าการมีบุคลิกภาพคล้ายกันหรือต่างกันเป็นตัวตัดสินว่าความสัมพันธ์จะไปรอด สิ่งที่สำคัญกว่าคือวิธีที่ทั้งคู่จัดการความขัดแย้งและความรู้สึกว่าอีกฝ่ายใส่ใจ
ควรถามประเภท MBTI ตั้งแต่เดตแรกไหม
ถามได้ในฐานะหัวข้อคุยสนุก ๆ แต่อย่าใช้คัดคนออก การใช้ตัวอักษรสี่ตัวกรองคนตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน ทำให้พลาดคนที่เข้ากันได้จริงไปโดยไม่จำเป็น
แฟนบอกว่าเขาเป็นแบบนี้เพราะประเภทของเขา ควรตอบอย่างไร
แยกความชอบออกจากพฤติกรรมที่กระทบกัน ความชอบส่วนตัวเป็นเรื่องที่เคารพกันได้ แต่ผลของพฤติกรรมยังเป็นความรับผิดชอบของเจ้าตัวเสมอ ลองคุยกันที่ข้อตกลงว่าครั้งหน้าจะทำอะไรต่างจากเดิม แทนการเถียงว่าใครเป็นประเภทอะไร
ตารางที่บอกว่าคู่ไหนเข้ากันได้ใช้ไม่ได้เลยหรือ
ใช้เป็นหัวข้อชวนคุยได้ แต่อย่าใช้เป็นคำทำนาย เพราะตารางเหล่านั้นสร้างจากการตีความทฤษฎี ไม่ได้สร้างจากการติดตามคู่รักจริงว่าคู่แบบไหนอยู่ด้วยกันได้ดีกว่า
อยากรู้ว่าเราสองคนเข้ากันได้ไหม ควรดูอะไรแทน
ดูสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาไม่เห็นตรงกัน ทั้งคู่ฟังกันจริงไหม มีการดูถูกกันหรือเปล่า และหลังทะเลาะกันแล้วกลับมาคืนดีกันได้เร็วแค่ไหน สามข้อนี้บอกอนาคตของความสัมพันธ์ได้มากกว่าตัวอักษรแปดตัวรวมกัน
สรุป
ตารางคู่ที่เข้ากันได้เป็นเรื่องสนุก และไม่มีอะไรเสียหายถ้าใช้มันเป็นหัวข้อคุยกัน
สิ่งที่เสียหายคือการปล่อยให้ตารางตัดสินใจแทน ทั้งการไม่เริ่มต้นกับคนที่น่าจะไปกันได้ และการยอมแพ้กับความสัมพันธ์ที่ยังแก้ไขได้ เพียงเพราะตัวอักษรบอกว่าไม่แมตช์
สิ่งที่ทำนายความสัมพันธ์ได้ดีที่สุดยังเป็นสิ่งเดิมเสมอ คือคุณสองคนปฏิบัติต่อกันอย่างไรในวันที่ไม่เห็นตรงกัน และนั่นเป็นเรื่องที่ฝึกได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นประเภทไหนก็ตาม