ความรู้รอบตัว

ทำไมผล MBTI ถึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ทำ และประเภทไหนคือตัวจริง

ทำเดือนนี้ได้ INFJ เดือนหน้าได้ INFP ไม่ได้แปลว่าคุณไม่รู้จักตัวเอง แต่แปลว่าเครื่องมือทำงานแบบนี้ นี่คือหกสาเหตุที่ผลเปลี่ยน และวิธีอ่านผลให้ได้อะไรกลับมาจริง ๆ

ภาพประกอบบทความ ทำไมผล MBTI ถึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ทำ และประเภทไหนคือตัวจริง
สารบัญเนื้อหา
  1. 01ผลเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน
  2. 02สาเหตุที่หนึ่ง คะแนนของคุณอยู่ใกล้เส้นแบ่ง
  3. 03สาเหตุที่สอง คำถามบังคับให้เลือก ทั้งที่คำตอบจริงคือแล้วแต่
  4. 04สาเหตุที่สาม คุณตอบจากบทบาทที่กำลังสวมอยู่
  5. 05สาเหตุที่สี่ อารมณ์และช่วงชีวิตในตอนนั้น
  6. 06สาเหตุที่ห้า คุณตอบจากคนที่อยากเป็น ไม่ใช่คนที่เป็น
  7. 07สาเหตุที่หก แบบทดสอบคนละเจ้าไม่ได้วัดเหมือนกัน
  8. 08แล้วประเภทไหนคือตัวจริงของฉัน
  9. 09วิธีทำแบบทดสอบให้ได้ผลที่มีประโยชน์ที่สุด
  10. 10สิ่งที่มั่นคงกว่าตัวอักษรสี่ตัว
  11. 11สรุป

คุณทำแบบทดสอบตอนต้นปีแล้วได้ INFJ พอทำอีกครั้งกลางปีกลับได้ INFP หรือหนักกว่านั้นคือทำสองเว็บในวันเดียวกันแล้วได้คนละประเภท

คำถามที่ตามมาเสมอคือ "ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่" และคำตอบที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคือ ความไม่คงที่นี้เป็นเรื่องปกติของเครื่องมือประเภทนี้ ไม่ใช่ความผิดปกติของคุณ

01

ผลเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน

ความคงที่ของแบบทดสอบวัดกันด้วยวิธีง่าย ๆ คือให้คนกลุ่มเดิมทำซ้ำอีกครั้งหลังผ่านไประยะหนึ่ง แล้วดูว่าได้ผลเหมือนเดิมกี่คน

งานวิจัยหลายชิ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาให้ภาพตรงกันว่า เมื่อระยะห่างอยู่ที่ไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน สัดส่วนคนที่ได้ประเภทเปลี่ยนไปอย่างน้อยหนึ่งตัวอักษรสูงมาก บางการศึกษารายงานตัวเลขใกล้เคียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง

ตัวเลขที่แน่นอนต่างกันไปตามฉบับของแบบทดสอบและกลุ่มตัวอย่าง แต่ข้อสรุปเชิงทิศทางไม่ค่อยเปลี่ยน คือ ประเภทที่ได้ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวคุณอย่างมั่นคง อย่างที่คำบรรยายมักบอก

ที่สำคัญคือ ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าบุคลิกภาพของคนเปลี่ยนไปทั้งหมดในห้าสัปดาห์ แต่แปลว่าวิธีตัดคนออกเป็นสองฝั่งของเครื่องมือนี้ไวต่อสิ่งเล็ก ๆ มากเกินไป และหัวข้อถัดไปคือเหตุผลว่าทำไม

02

สาเหตุที่หนึ่ง คะแนนของคุณอยู่ใกล้เส้นแบ่ง

นี่คือสาเหตุที่ใหญ่ที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด

MBTI ให้ผลเป็นตัวอักษรฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่คะแนนดิบที่คุณทำได้เป็นตัวเลขต่อเนื่อง ถ้าคุณตอบไปแล้วได้ 52 ต่อ 48 ทางฝั่ง J คุณจะได้ตัวอักษร J เต็ม ๆ เท่ากับคนที่ได้ 90 ต่อ 10

คราวหน้าที่คุณเปลี่ยนคำตอบเพียงสองสามข้อ คะแนนขยับเป็น 48 ต่อ 52 และตัวอักษรก็พลิกเป็น P ทั้งที่ตัวคุณแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

คนส่วนใหญ่อยู่ใกล้กลางมากกว่าที่คิด เมื่อวัดคะแนนของคนจำนวนมากบนแกนใดแกนหนึ่ง สิ่งที่ได้คือเนินเดียวที่หนาแน่นตรงกลาง ไม่ใช่ยอดสองยอดแยกกันชัดเจนแบบที่ระบบตัวอักษรบอกเป็นนัย

ดังนั้นถ้าตัวอักษรตัวใดตัวหนึ่งของคุณเปลี่ยนไปมา ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ คุณอยู่ตรงกลางของแกนนั้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ได้จริงมากกว่าตัวอักษรเสียอีก

03

สาเหตุที่สอง คำถามบังคับให้เลือก ทั้งที่คำตอบจริงคือแล้วแต่

ข้อสอบส่วนใหญ่ให้คุณเลือกระหว่างสองอย่าง เช่นชอบวางแผนล่วงหน้าหรือชอบตัดสินใจหน้างาน

แต่คำตอบจริงของคนจำนวนมากคือ "แล้วแต่เรื่อง" เช่นวางแผนละเอียดมากเรื่องงาน แต่ไปเที่ยวแบบไม่จองอะไรเลย เมื่อถูกบังคับให้เลือกข้างเดียว คุณจะเลือกตามเรื่องที่บังเอิญนึกถึงตอนนั้น และครั้งหน้าคุณอาจนึกถึงอีกเรื่อง

ผลที่ได้จึงไม่ได้สะท้อนตัวคุณเปลี่ยน แต่สะท้อนว่า ตัวอย่างที่ผุดขึ้นในหัวคุณตอนตอบเปลี่ยน

04

สาเหตุที่สาม คุณตอบจากบทบาทที่กำลังสวมอยู่

ลองสังเกตว่าคุณทำแบบทดสอบตอนไหน ถ้าทำระหว่างพักกลางวันในออฟฟิศ คุณจะตอบจากตัวคุณเวอร์ชันที่ทำงาน ถ้าทำตอนกลางคืนหลังเจอเพื่อนสนิท คุณจะตอบจากอีกเวอร์ชันหนึ่ง

นี่ไม่ใช่การหลอกตัวเอง คนทุกคนปรับพฤติกรรมตามบริบทอยู่แล้ว และการปรับตัวได้คือทักษะ ไม่ใช่ความไม่จริงใจ

วิธีแก้คือกำหนดบริบทให้ชัดก่อนเริ่มทำ เลือกไปเลยว่าจะตอบจากมุมไหน เช่นตอบจากตัวเองในชีวิตประจำวันโดยรวม แล้วยึดกรอบนั้นทั้งชุด ผลที่ได้จะเทียบข้ามครั้งได้ดีขึ้นมาก

05

สาเหตุที่สี่ อารมณ์และช่วงชีวิตในตอนนั้น

คนที่กำลังเหนื่อยล้าหรือเครียดหนักมักตอบไปทางเก็บตัวมากขึ้น คนที่เพิ่งผ่านช่วงเวลาดี ๆ มักตอบไปทางเปิดเผยมากขึ้น

นอกจากอารมณ์ระยะสั้นแล้ว บุคลิกภาพก็เปลี่ยนได้จริงในระยะยาว งานวิจัยที่ติดตามคนกลุ่มเดียวกันเป็นสิบปีพบแนวโน้มร่วมว่า เมื่ออายุมากขึ้นคนมักมีวินัยและประนีประนอมมากขึ้นทีละน้อย

ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้นช้ามากในระดับปี ไม่ใช่ระดับสัปดาห์ ดังนั้นถ้าผลของคุณเปลี่ยนภายในเดือนเดียว สาเหตุแทบจะไม่ใช่การเติบโตของบุคลิกภาพ แต่เป็นสามข้อก่อนหน้านี้

06

สาเหตุที่ห้า คุณตอบจากคนที่อยากเป็น ไม่ใช่คนที่เป็น

แบบทดสอบบุคลิกภาพทุกชนิดที่ให้คนตอบเองมีจุดอ่อนเดียวกัน คือมันวัดสิ่งที่คุณ บอกว่า ตัวเองเป็น

ถ้าคุณเพิ่งอ่านบทความที่ทำให้รู้สึกว่าคนวางแผนเก่งน่านับถือ คุณมีแนวโน้มตอบไปทางนั้นมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าทำแบบทดสอบเพราะที่ทำงานสั่งให้ทำ แรงกดดันให้ตอบเป็นภาพที่ดูดีก็ยิ่งสูง

วิธีลดผลกระทบ คือตอบด้วยการนึกถึงเหตุการณ์จริงที่เพิ่งเกิดขึ้นในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ตอบว่าโดยหลักการแล้วคุณเป็นคนแบบไหน

07

สาเหตุที่หก แบบทดสอบคนละเจ้าไม่ได้วัดเหมือนกัน

ตัวอักษรสี่ตัวชุดเดียวกันไม่ได้แปลว่าเป็นแบบทดสอบเดียวกัน

MBTI ฉบับทางการเป็นเครื่องมือมีลิขสิทธิ์ที่ต้องเสียเงิน ส่วนเว็บฟรียอดนิยมใช้โมเดลของตัวเองที่ดัดแปลงมา แต่ละเจ้าใช้จำนวนข้อ วิธีให้คะแนน และเกณฑ์ตัดต่างกัน

ดังนั้นการทำสองเว็บแล้วได้คนละผลจึงไม่แปลกเลย และไม่ได้พิสูจน์ว่าเว็บใดเว็บหนึ่งผิด รายละเอียดเรื่องความต่างระหว่างฉบับทางการกับเว็บฟรีอยู่ในบทความ MBTI คืออะไร รู้จัก 16 ประเภท

08

แล้วประเภทไหนคือตัวจริงของฉัน

คำถามนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามีคำตอบเดียวรออยู่ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่หลักฐานไม่ค่อยสนับสนุน

น่าสนใจว่าในแนวปฏิบัติของ MBTI ฉบับทางการเอง ผลที่เครื่องคำนวณได้ถือเป็นเพียงข้อเสนอ ผู้ทำต้องอ่านคำบรรยายแล้ว ยืนยันด้วยตัวเอง ว่าประเภทไหนอธิบายตัวเองได้ดีที่สุด กระบวนการนี้มีอยู่เพราะผู้สร้างเองก็รู้ว่าคะแนนจากแบบสอบถามไม่ได้ตัดสินแทนเจ้าตัวได้

คำถามที่ใช้ได้จริงกว่าคือสามคำถามนี้

  • แกนไหนของฉันชัดเจน ถ้าตัวอักษรใดออกมาเหมือนเดิมทุกครั้ง นั่นคือส่วนที่เชื่อถือได้มากที่สุดของผล
  • แกนไหนของฉันอยู่ตรงกลาง ตัวที่เปลี่ยนไปมาบอกว่าคุณยืดหยุ่นบนแกนนั้น ซึ่งมักเป็นข้อดีในที่ทำงาน
  • คำบรรยายส่วนไหนที่ไม่ใช่ฉันเลย ข้อที่ไม่ตรงให้ข้อมูลมากกว่าข้อที่ตรง เพราะข้อที่ตรงอาจตรงกับเกือบทุกคนอยู่แล้ว
09

วิธีทำแบบทดสอบให้ได้ผลที่มีประโยชน์ที่สุด

เลือกบริบทเดียวแล้วยึดไว้ทั้งชุด ตัดสินใจก่อนเริ่มว่าจะตอบจากตัวเองแบบไหน แล้วอย่าสลับกลางคัน

ตอบจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่จากอุดมคติ ทุกข้อให้นึกถึงสิ่งที่ทำจริงในเดือนที่ผ่านมา

อย่าทำตอนอารมณ์สุดขั้ว เหนื่อยจัด เครียดจัด หรือดีใจจัด ล้วนบิดคำตอบไปคนละทาง

ทำสองครั้งห่างกันสักเดือนแล้วเทียบ สิ่งที่คงเดิมคือแก่นที่เชื่อถือได้ สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนที่คุณอยู่ตรงกลาง วิธีนี้ได้ข้อมูลมากกว่าทำครั้งเดียวแล้วเชื่อเต็มร้อย

เก็บคะแนนดิบไว้ ไม่ใช่เก็บแค่ตัวอักษร เปอร์เซ็นต์ของแต่ละแกนคือข้อมูลตัวจริง ส่วนตัวอักษรคือข้อมูลที่ถูกบีบจนเสียรายละเอียดไปแล้ว

10

สิ่งที่มั่นคงกว่าตัวอักษรสี่ตัว

ถ้าคุณอยากได้ภาพตัวเองที่นิ่งกว่านี้ มีสองทางที่ให้ผลดีกว่าการทำแบบทดสอบซ้ำ ๆ

หนึ่ง คือใช้โมเดลที่ให้คะแนนเป็นระดับแทนการตัดเป็นสองฝั่ง โมเดลบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบหรือ Big Five ที่นักวิจัยใช้กันเป็นมาตรฐาน รายงานผลเป็นระดับความสูงต่ำบนห้าแกน จึงไม่มีปัญหาตัวอักษรพลิกจากคะแนน 51 เป็น 49

สอง คือจดพฤติกรรมจริงของตัวเองสองสัปดาห์ จดสั้น ๆ วันละบรรทัดว่าวันนี้อะไรทำให้รู้สึกมีพลังและอะไรทำให้หมดพลัง จบสองสัปดาห์คุณจะเห็นรูปแบบที่ไม่มีแบบทดสอบไหนบอกได้ เพราะมันคือข้อมูลจากชีวิตคุณเองโดยตรง ไม่ผ่านการตีความของใคร

คำถามที่พบบ่อย

ผล MBTI เปลี่ยนแปลว่าฉันไม่รู้จักตัวเองหรือเปล่า

ไม่เกี่ยวกัน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือคะแนนของคุณอยู่ใกล้เส้นแบ่งตรงกลาง ทำให้คำตอบที่ต่างกันเพียงสองสามข้อพลิกตัวอักษรได้ คนที่รู้จักตัวเองดีมากก็เจอเรื่องนี้เหมือนกัน

ควรทำแบบทดสอบซ้ำบ่อยแค่ไหน

ถ้าอยากเทียบผลอย่างมีความหมาย ให้เว้นอย่างน้อยหนึ่งถึงสามเดือน การทำซ้ำถี่ ๆ ในสัปดาห์เดียวมักได้แค่ความจำจากครั้งก่อนกลับมา ไม่ใช่ข้อมูลใหม่

ถ้าได้คนละผลจากสองเว็บ ควรเชื่ออันไหน

ให้ดูสิ่งที่ตรงกันมากกว่าดูว่าอันไหนถูก ตัวอักษรที่ออกมาเหมือนกันทั้งสองเว็บคือส่วนที่ชัดเจนของคุณ ส่วนตัวที่ต่างกันคือแกนที่คุณอยู่ตรงกลาง

ตัวอักษรที่เปลี่ยนไปมาถือว่าไม่ดีไหม

ไม่ใช่เรื่องไม่ดีเลย มันหมายความว่าคุณใช้ได้ทั้งสองแบบตามสถานการณ์ ในที่ทำงานความยืดหยุ่นแบบนี้มักเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าการอยู่สุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง

มีแบบทดสอบไหนที่ผลนิ่งกว่านี้ไหม

เครื่องมือที่ให้คะแนนเป็นระดับอย่างโมเดลห้าองค์ประกอบมักให้ผลคงที่กว่าเมื่อทำซ้ำ เพราะไม่ต้องบังคับตัดคนออกเป็นสองฝั่งที่เส้นกึ่งกลาง

11

สรุป

ผล MBTI ที่เปลี่ยนไปมาไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนไม่แน่นอน และไม่ได้แปลว่าคุณทำแบบทดสอบผิด

มันแปลว่าคุณกำลังถูกวัดด้วยเครื่องมือที่บังคับให้เลือกข้างในเรื่องที่คนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง เมื่อรู้ข้อนี้แล้ว วิธีใช้ที่ถูกต้องจึงเปลี่ยนไป

หยุดตามหาตัวอักษรที่ถูกต้อง แล้วหันไปเก็บสิ่งที่มีค่ากว่าแทน คือรู้ว่าแกนไหนของคุณชัดเจน แกนไหนของคุณยืดหยุ่น และรู้ว่าอะไรทำให้คุณทำงานได้ดีที่สุดในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจริง ๆ

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์