เสื้อผ้าไม่เคยเป็นแค่เรื่องความสวยงาม ทุกครั้งที่ทรงเสื้อเปลี่ยน มักมีเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังเสมอ
ลองไล่ดูทีละทศวรรษ แล้วคุณจะเห็นว่าตู้เสื้อผ้าคือบันทึกประวัติศาสตร์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดชิ้นหนึ่ง
ทศวรรษ 1920 — เมื่อผู้หญิงเลิกใส่คอร์เซ็ต
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ผู้หญิงจำนวนมากได้เข้าทำงานแทนผู้ชายที่ออกรบ และหลายประเทศเริ่มให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิง
แฟชั่นสะท้อนทันที ชุดเดรสทรงตรงหลวมที่เรียกว่า flapper เข้ามาแทนชุดรัดเอวและคอร์เซ็ต ชายกระโปรงขึ้นมาถึงระดับเข่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตะวันตก และผู้หญิงเริ่มตัดผมสั้นแบบ bob
ความหมายไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือการประกาศว่าร่างกายผู้หญิงไม่จำเป็นต้องถูกบีบให้เข้ารูปที่สังคมกำหนดอีกต่อไป
ทศวรรษ 1930 — ความประหยัดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ
วิกฤตเศรษฐกิจโลกทำให้ชายกระโปรงยาวลงอีกครั้ง ผ้าที่ใช้ต้องคุ้มค่าที่สุด ชุดหนึ่งตัวต้องใส่ได้หลายโอกาส
เกิดวลีที่ยังใช้กันถึงทุกวันนี้ว่า "make do and mend" — ซ่อมของเก่าแทนซื้อใหม่ ผู้หญิงจำนวนมากตัดเย็บและดัดแปลงเสื้อผ้าเองที่บ้าน
ทศวรรษ 1940 — เมื่อสงครามกำหนดว่าใส่อะไรได้
รัฐบาลหลายประเทศออกกฎจำกัดปริมาณผ้าต่อชุด เพราะต้องสงวนวัตถุดิบไว้ใช้ในสงคราม เสื้อผ้าจึงเรียบง่าย ไม่มีจีบเกินจำเป็น
ไหล่เสื้อมีแผ่นเสริมให้ดูแข็งแรง สะท้อนบทบาทผู้หญิงที่เข้าไปทำงานในโรงงานอาวุธ และกางเกงกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ผู้หญิงใส่ได้ในที่สาธารณะอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรก
ทศวรรษ 1950 — ความหรูหราที่กลับมาหลังสงคราม
เมื่อสงครามจบและเศรษฐกิจฟื้น ดิออร์เปิดตัวคอลเลกชันที่สื่อเรียกว่า New Look ซึ่งใช้ผ้าจำนวนมหาศาลในกระโปรงบานและเน้นเอวคอด
การใช้ผ้าเปลืองคือสารที่ตั้งใจส่ง — มันประกาศว่ายุคขาดแคลนจบลงแล้ว ขณะเดียวกันก็สะท้อนค่านิยมที่ผลักผู้หญิงกลับสู่บทบาทแม่บ้านหลังผู้ชายกลับจากสงคราม
ทศวรรษ 1960 — วัยรุ่นกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอำนาจ
เป็นครั้งแรกที่คนหนุ่มสาวมีกำลังซื้อของตัวเองและไม่ยอมแต่งตัวเหมือนพ่อแม่
มินิสเกิร์ต กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค พร้อมกับสีสันจัดจ้านและลายเรขาคณิต เทคโนโลยีเส้นใยสังเคราะห์ทำให้ผลิตเสื้อผ้าราคาถูกได้เร็วขึ้นมาก แฟชั่นจึงเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย
ทศวรรษ 1970 — เสื้อผ้าคือจุดยืนทางการเมือง
ยุคของการต่อต้านสงครามเวียดนามและการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือแสดงอุดมการณ์
กางเกงขาบานและงานผ้าทอมือสะท้อนกระแสฮิปปี้ที่ปฏิเสธวัตถุนิยม ขณะที่พังก์ในอังกฤษช่วงปลายทศวรรษใช้เสื้อผ้าขาดและหมุดโลหะเพื่อประท้วงระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนหนุ่มสาวว่างงาน
ทศวรรษ 1980 — ไหล่ใหญ่กับการเข้าสู่โลกธุรกิจ
ผู้หญิงเข้าสู่ตำแหน่งบริหารมากขึ้น และแฟชั่นตอบสนองด้วย power suit ที่มีไหล่เสริมใหญ่ ซึ่งเลียนแบบสัดส่วนไหล่ผู้ชายเพื่อสร้างการยอมรับในห้องประชุม
เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดว่าเสื้อผ้าทำหน้าที่เป็นชุดเกราะทางสังคม ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม
ทศวรรษ 1990 — ความเรียบง่ายหลังยุคฟองสบู่
หลังเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในหลายประเทศ ความหรูหราอวดรวยกลายเป็นสิ่งที่ดูไม่เข้ากับยุคสมัย
มินิมอลลิสม์ เข้ามาแทน โทนสีกลาง ทรงเรียบ ไม่มีโลโก้ใหญ่ ขณะเดียวกันกระแส grunge จากวงการดนตรีทางเหนือของอเมริกาก็ทำให้เสื้อยืดกับเสื้อเชิ้ตลายสก็อตกลายเป็นแฟชั่น ทั้งที่ตั้งใจจะไม่เป็นแฟชั่นตั้งแต่แรก
ทศวรรษ 2000 — อินเทอร์เน็ตกับ fast fashion
ห่วงโซ่การผลิตระดับโลกทำให้แบรนด์ผลิตเสื้อผ้าตามเทรนด์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะเป็นฤดูกาล ราคาถูกลงมากจนเสื้อผ้ากลายเป็นของใช้แล้วทิ้ง
ผลกระทบที่ตามมาคือปริมาณขยะสิ่งทอที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมสำคัญในทศวรรษถัดมา
ทศวรรษ 2010 — โซเชียลมีเดียเปลี่ยนคนดูเป็นคนกำหนด
อินสตาแกรมทำให้ทุกคนเป็นทั้งผู้ชมและผู้สร้างเทรนด์ อิทธิพลย้ายจากนิตยสารและรันเวย์ไปสู่คนธรรมดาที่มีผู้ติดตาม
เกิดปรากฏการณ์ที่เสื้อผ้าถูกออกแบบมาเพื่อ "ถ่ายรูปขึ้น" เป็นอันดับแรก และเทรนด์มีอายุสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์
ทศวรรษ 2020 จนถึงตอนนี้ — ความสบายกับความยั่งยืน
การทำงานจากบ้านช่วงโรคระบาดเปลี่ยนนิยามของ "เสื้อผ้าทำงาน" ไปอย่างถาวร เสื้อผ้าที่ใส่สบายแต่ดูเรียบร้อยพอสำหรับการประชุมออนไลน์กลายเป็นหมวดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะเดียวกัน ตลาดเสื้อผ้ามือสองเติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าใหม่ ในหลายประเทศ และผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มถามถึงที่มาของเสื้อผ้ามากกว่าคนรุ่นก่อน
แล้วแฟชั่นไทยล่ะ
เส้นทางของไทยมีจังหวะของตัวเอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 การแต่งกายแบบตะวันตกถูกนำมาใช้ในราชสำนักและข้าราชการ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายปฏิรูปประเทศในยุคนั้น
ช่วงทศวรรษ 2480 มีนโยบายรัฐนิยมที่กำหนดการแต่งกายของประชาชนอย่างเป็นทางการ รวมถึงการสวมหมวกในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดมากของการใช้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ของรัฐ
ต่อมาชุดไทยพระราชนิยมที่ออกแบบขึ้นในทศวรรษ 2500 ได้กลายเป็นรากฐานของชุดไทยที่เราเห็นในงานพิธีจนถึงทุกวันนี้ และในระยะหลัง กระแสผ้าไทยร่วมสมัยที่นำผ้าทอพื้นเมืองมาตัดเป็นทรงสมัยใหม่ ก็ทำให้ผ้าไทยกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
รูปแบบที่เห็นซ้ำตลอด 100 ปี
1. เศรษฐกิจกำหนดปริมาณผ้า ยุคที่มั่งคั่งมักใช้ผ้ามากและตกแต่งเยอะ ยุคที่ฝืดเคืองมักเรียบง่ายและประหยัด
2. เทคโนโลยีเปิดทางให้ทรงใหม่ เส้นใยสังเคราะห์ในทศวรรษ 1960 ทำให้เกิดสีสันและทรงที่ผ้าธรรมชาติทำไม่ได้ เช่นเดียวกับผ้ายืดที่เปลี่ยนชุดกีฬาไปทั้งหมด
3. คนรุ่นใหม่นิยามตัวเองด้วยการปฏิเสธรุ่นก่อน ทุกทศวรรษมีการกบฏต่อรสนิยมของรุ่นพ่อแม่ และการกบฏนั้นเองที่กลายเป็นแฟชั่นกระแสหลักในอีกยี่สิบปีถัดมา
4. ทุกอย่างวนกลับมา แต่ไม่เหมือนเดิมเป๊ะ กางเกงขาบานที่กลับมาในยุคนี้ใช้ผ้าและทรงที่ต่างจากทศวรรษ 1970 เพราะบริบทเปลี่ยนไปแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ทฤษฎีที่ว่ากระโปรงสั้นลงตอนเศรษฐกิจดีเป็นเรื่องจริงไหม
แนวคิดนี้เรียกว่า hemline index เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ในปี 1926 มันอธิบายบางช่วงเวลาได้ดี เช่นทศวรรษ 1920 และ 1960 แต่ไม่สอดคล้องกับอีกหลายช่วง นักวิจัยส่วนใหญ่จึงมองว่าเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมากกว่าเป็นกฎที่ใช้ทำนายได้จริง
ทำไมแฟชั่นถึงวนกลับมาทุก 20–30 ปี
มีคำอธิบายหลายทาง ทั้งวงจรความคิดถึงอดีตของคนที่โตมากับยุคนั้นและตอนนี้มีอำนาจตัดสินใจในวงการ การที่นักออกแบบหาแรงบันดาลใจจากคลังเดิม และการที่ช่วงเวลาราว 20 ปีนานพอให้ทรงเดิมกลับมาดูใหม่อีกครั้งสำหรับคนรุ่นถัดไป
fast fashion แย่จริงไหม
ข้อวิจารณ์หลักคือปริมาณขยะสิ่งทอ การใช้น้ำและสารเคมีในการผลิต และสภาพแรงงานในห่วงโซ่การผลิตบางแห่ง ในอีกด้านหนึ่งมันทำให้คนที่มีรายได้จำกัดเข้าถึงเสื้อผ้าได้ ทางออกที่นักวิจัยเสนอบ่อยที่สุดไม่ใช่การเลิกซื้อทั้งหมด แต่คือการยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าที่มีอยู่ให้นานขึ้น
จะเริ่มแต่งตัวให้มีสไตล์ของตัวเองยังไง
เริ่มจากสังเกตว่าเสื้อผ้าชิ้นไหนในตู้ที่คุณหยิบใส่บ่อยที่สุดและใส่แล้วรู้สึกดี แล้วหาว่ามันมีอะไรร่วมกัน ทั้งทรง สี หรือเนื้อผ้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของสไตล์ที่ยั่งยืนกว่าการตามเทรนด์ เพราะมาจากสิ่งที่เข้ากับรูปร่างและชีวิตประจำวันของคุณจริง ๆ
สรุป
ถ้าอยากรู้ว่าสังคมหนึ่งกำลังเผชิญอะไร ให้ดูว่าคนในสังคมนั้นใส่อะไร เสื้อผ้าตอบสนองต่อสงคราม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการต่อสู้เรื่องสิทธิ ได้เร็วกว่าที่กฎหมายหรือตำราจะบันทึกไว้เสียอีก
และนั่นแปลว่าสิ่งที่เราใส่กันอยู่ทุกวันนี้ — เสื้อผ้าที่สบายขึ้น มือสองมากขึ้น และถามถึงที่มามากขึ้น — กำลังบันทึกเรื่องราวของยุคเราไว้เช่นกัน