เรื่องเด่นน่าสนใจ

นิสัยการใช้เงินบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ มากกว่าที่คุณคิด

เงินเดือนเท่ากันแต่ปลายเดือนต่างกันโดยสิ้นเชิงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นิสัยการใช้เงินสะท้อนความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่แต่ละคนมีต่อเงิน ซึ่งลึกกว่าตัวเลขในบัญชีมากทีเดียว

ภาพประกอบบทความ นิสัยการใช้เงินบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ มากกว่าที่คุณคิด
วิธีที่คนคนหนึ่งใช้เงินมักบอกความสัมพันธ์ที่เขามีต่อความมั่นคงและความเสี่ยง มากกว่าที่ตัวเลขในบัญชีจะบอกได้ตรง ๆ
สารบัญเนื้อหา
  1. 01เงินหายไปไหน ปัญหามักไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นรูปแบบ
  2. 02นิสัยใช้เงินสี่แบบที่พบบ่อย
  3. 03ทำไมงบประมาณอย่างเดียวมักไม่ได้ผล
  4. 04ปรับนิสัยการเงินแบบที่ทำได้จริง
  5. 05สรุป

เพื่อนสองคนเงินเดือนเท่ากันเป๊ะ ทำงานตำแหน่งใกล้เคียงกัน แต่พอถึงวันที่ยี่สิบของเดือน คนหนึ่งต้องกินมาม่ารอเงินเดือนออก อีกคนมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ

ความต่างนี้ไม่ได้มาจากรายได้ เพราะรายได้เท่ากัน และไม่ได้มาจากความรู้เรื่องการเงินเสมอไป เพราะบางคนรู้ทฤษฎีการออมดีมากแต่ยังทำไม่ได้จริง สิ่งที่ต่างกันจริง ๆ คือนิสัยการใช้เงินในแต่ละวัน ซึ่งมักสะท้อนความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่คนคนนั้นมีต่อเงินมากกว่าที่ตัวเลขในบัญชีจะบอกได้

เข้าใจรูปแบบของตัวเองให้ชัดก่อน มักช่วยแก้ปัญหาการเงินได้ตรงจุดกว่าการโทษว่าตัวเอง "ไม่มีวินัย" เฉย ๆ

01

เงินหายไปไหน ปัญหามักไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นรูปแบบ

เวลาคนพยายามหาว่าเงินหายไปไหน มักนึกถึงรายจ่ายก้อนใหญ่ก่อนเสมอ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กัดกินงบมากที่สุดมักเป็นรายจ่ายเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำจนไม่รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจอีกต่อไป เช่นค่าสมัครสมาชิกแอปที่ลืมยกเลิก ค่ากาแฟที่ซื้อระหว่างทางทุกเช้าโดยอัตโนมัติ หรือของที่ซื้อเพราะเห็นแล้วอยากได้ตอนนั้น ไม่ใช่เพราะวางแผนไว้ก่อน

อีกปัจจัยที่ทำให้สังเกตยากคือการจ่ายเงินผ่านบัตรหรือมือถือทำให้สมองรู้สึกถึง "ความเจ็บปวด" ของการเสียเงินน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับการจ่ายเป็นเงินสดที่เห็นจำนวนเงินในมือลดลงจริง ๆ ความรู้สึกไม่เจ็บนี้เองที่ทำให้ยอดใช้จ่ายรวมปลายเดือนสูงเกินคาดอยู่บ่อย ๆ ทั้งที่ไม่มีรายการไหนดูเป็นเงินก้อนใหญ่เลยสักรายการ

02

นิสัยใช้เงินสี่แบบที่พบบ่อย

แบบเก็บเพราะกลัว

คนกลุ่มนี้ออมเงินเก่ง แต่แรงจูงใจหลักไม่ใช่เป้าหมายในอนาคต ทว่าคือความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในยามฉุกเฉิน แม้มีเงินเก็บมากพอแล้วก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยพอจะใช้จ่ายกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง

แบบใช้เพื่อสร้างภาพ

คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นของใช้ เสื้อผ้า หรือไลฟ์สไตล์ที่แชร์ออกไป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายกับสิ่งที่ชอบ แต่อยู่ที่การตัดสินใจซื้อมักมาจากความกลัวถูกมองว่าด้อยกว่า ไม่ใช่จากความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

แบบเลี่ยงไม่อยากรู้ตัวเลข

คนกลุ่มนี้ไม่กล้าเปิดแอปธนาคารดูยอดเงิน ไม่กล้าเปิดใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต เพราะความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นตัวเลขจริง การหลีกเลี่ยงแบบนี้ให้ความสบายใจระยะสั้น แต่ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่เคยถูกจัดการอย่างจริงจังสักที

แบบมองเงินเป็นเครื่องมือกลาง ๆ

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกอารมณ์กับเงินมากนัก มองมันเป็นแค่เครื่องมือแลกเปลี่ยนเพื่อไปถึงสิ่งที่ต้องการ จึงตัดสินใจเรื่องเงินได้ค่อนข้างเป็นกลาง ทั้งเรื่องออมและเรื่องใช้จ่าย โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวหรือความต้องการเป็นที่ยอมรับมาครอบงำการตัดสินใจมากเกินไป

03

ทำไมงบประมาณอย่างเดียวมักไม่ได้ผล

หลายคนเคยลองทำงบประมาณอย่างละเอียด กำหนดวงเงินแต่ละหมวดชัดเจน แต่ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เลิกทำเพราะทำตามไม่ได้จริง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตารางไม่ดีพอ แต่อยู่ที่งบประมาณเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาจัดการตัวเลข ไม่ได้ออกแบบมาจัดการความรู้สึกที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายตั้งแต่แรก

การซื้อของตอนเครียด การช้อปปิ้งตอนเบื่อ หรือการใช้จ่ายเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราวหลังวันแย่ ๆ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่มีสิ่งกระตุ้นและรางวัลทางอารมณ์อยู่เบื้องหลัง ไม่ต่างจากนิสัยอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน การจะเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จึงต้องเข้าใจรางวัลทางอารมณ์ที่แท้จริงที่กำลังตามหาอยู่ ไม่ใช่แค่ตีกรอบตัวเลขให้แน่นขึ้นเพียงอย่างเดียว

04

ปรับนิสัยการเงินแบบที่ทำได้จริง

โอนเงินออมทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนใช้จ่ายอะไรเลย วิธีนี้ตัดปัญหาเรื่องความตั้งใจไม่พอตอนปลายเดือนออกไปตั้งแต่ต้น เพราะเงินที่ถูกโอนออกไปแล้วจะไม่ถูกนำมานับเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้อีก

ตั้งกฎรอก่อนตัดสินใจซื้อของที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เช่นรอหนึ่งถึงสองวันก่อนกดซื้อของที่ไม่ใช่ของใช้จำเป็น ความอยากได้ที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบมักจางลงมากภายในเวลาสั้น ๆ แบบนี้ ทำให้เหลือแต่การตัดสินใจที่ผ่านการคิดจริง

วางแผนใช้จ่ายตามคุณค่าที่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ตามหมวดหมู่ทั่วไป แทนที่จะพยายามลดทุกหมวดเท่า ๆ กัน ให้เลือกสองสามเรื่องที่สำคัญกับชีวิตจริง ๆ แล้วใช้จ่ายกับมันได้เต็มที่โดยไม่รู้สึกผิด ส่วนเรื่องอื่นที่ไม่ได้ให้คุณค่ามากนักก็ตัดออกได้โดยไม่เสียดาย วิธีนี้ยั่งยืนกว่าการพยายามประหยัดทุกอย่างเท่ากันหมดจนล้าและเลิกทำในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

รู้ตัวว่าเป็นแบบใช้เพื่อสร้างภาพ ควรเริ่มแก้ตรงไหนก่อน

ลองสังเกตความรู้สึกก่อนกดซื้อแต่ละครั้งครับ ถามตัวเองว่ากำลังอยากได้ของชิ้นนี้เพราะใช้งานจริง หรือเพราะกลัวคนอื่นมองว่าด้อยกว่า การแยกสองความรู้สึกนี้ออกจากกันให้ชัดเป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพยายามห้ามใจไม่ให้ซื้ออะไรเลย

กลัวเปิดแอปธนาคารดูยอดเงิน ควรทำอย่างไรดี

เริ่มจากกำหนดเวลาสั้น ๆ ที่แน่นอน เช่นทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า เปิดดูแค่ห้านาทีโดยไม่ต้องตัดสินตัวเอง แค่ดูตัวเลขเฉย ๆ การทำเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอช่วยลดความวิตกกังวลได้มากกว่าการปล่อยให้ไม่รู้ตัวเลขไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งต้องเจอความจริงที่หนักกว่าเดิม

ออมเงินเก่งอยู่แล้วแต่ไม่กล้าใช้เงินเลย ถือว่าเป็นปัญหาไหม

ถ้าความไม่กล้าใช้นั้นมาจากความกลัวมากกว่าการวางแผนอย่างมีเหตุผล ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรสังเกตครับ เพราะการมีเงินเก็บมากแต่ไม่เคยได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย ก็ทำให้คุณภาพชีวิตไม่ต่างจากการไม่มีเงินเก็บมากนัก

จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นนิสัยการเงินแบบไหนกันแน่

ลองสังเกตช่วงเวลาที่ใช้จ่ายเกินตัวหรือรู้สึกอึดอัดเรื่องเงินที่สุด แล้วถามตัวเองว่าอารมณ์อะไรอยู่เบื้องหลังตอนนั้น หลายคนมีลักษณะผสมมากกว่าหนึ่งแบบ และรูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตด้วย ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าตัวเองเป็นแบบใดแบบหนึ่งตลอดไป

05

สรุป

เงินไม่ได้โกหกเรื่องนิสัย ทางที่เงินไหลออกจากบัญชีแต่ละเดือนมักสะท้อนความกลัว ความต้องการการยอมรับ หรือความสบายใจที่แต่ละคนตามหาอยู่ลึก ๆ

การแก้ปัญหาการเงินที่ยั่งยืนจึงไม่ได้เริ่มจากตารางตัวเลขที่ละเอียดขึ้น แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าอารมณ์แบบไหนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง แล้วค่อยออกแบบระบบที่รับมือกับอารมณ์นั้นได้ตรงจุด

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์