เรื่องเด่นน่าสนใจ

ทำไมการผัดวันประกันพรุ่งเกิดกับทุกคน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจอย่างที่คิด

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการผัดวันประกันพรุ่งชี้ไปทางเดียวกันว่ามันเป็นปัญหาการจัดการอารมณ์ ไม่ใช่ปัญหาบริหารเวลา นี่คือกลไกจริงที่เกิดขึ้นในหัวทุกครั้งที่เลื่อนงานออกไป และวิธีที่ใช้ได้ผลกว่าการพยายามหักดิบ

ภาพประกอบบทความ ทำไมการผัดวันประกันพรุ่งเกิดกับทุกคน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจอย่างที่คิด
การผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่มาจากความพยายามหนีความรู้สึกไม่สบายใจที่งานนั้นกระตุ้นขึ้นมาในหัว
สารบัญเนื้อหา
  1. 01ผัดวันประกันพรุ่งคือปัญหาอารมณ์ ไม่ใช่ปัญหาบริหารเวลา
  2. 02สมองให้ค่าของ "ตอนนี้" สูงกว่า "อนาคต" เสมอ
  3. 03ผัดวันประกันพรุ่งมีมากกว่าหนึ่งแบบ
  4. 04วิธีที่ได้ผลจริงกว่า "แค่มีวินัยให้มากขึ้น"
  5. 05สรุป

ไฟล์งานเปิดค้างอยู่บนหน้าจอมาสองสัปดาห์แล้ว คุณเปิดมันขึ้นมาดูทุกวัน อ่านหัวข้อ แล้วก็ปิดไปทำอย่างอื่นแทน เช่นจัดโต๊ะทำงาน ตอบแชทที่ไม่ด่วน หรือเช็กอีเมลที่เพิ่งเช็กไปเมื่อสิบนาทีก่อน

ที่แปลกคือคนที่ทำแบบนี้ไม่ใช่คนขี้เกียจเลยสักนิด หลายคนขยันมากในเรื่องอื่น ๆ ทุกวัน แต่พองานบางชิ้นโผล่มา ความสามารถในการลงมือทำก็หายไปอย่างน่าประหลาด

เรื่องนี้เกิดกับแทบทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และงานวิจัยด้านจิตวิทยาพฤติกรรมชี้ไปทางเดียวกันว่าสาเหตุไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นกลไกทางอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

01

ผัดวันประกันพรุ่งคือปัญหาอารมณ์ ไม่ใช่ปัญหาบริหารเวลา

ความเข้าใจที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าคนผัดวันประกันพรุ่งบริหารเวลาไม่เป็น ควรทำตารางให้ละเอียดกว่านี้ ควรตั้งการเตือนให้ถี่กว่านี้ แต่คนจำนวนมากที่ผัดงานบางชิ้นออกไปเรื่อย ๆ กลับบริหารเวลาเรื่องอื่นได้ดีมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืองานบางชิ้นกระตุ้นความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในหัว อาจเป็นความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ ความเบื่อหน่ายกับความน่าเบื่อของงาน หรือความไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นตรงไหน สมองตอบสนองต่อความไม่สบายใจนี้ด้วยการหนี ไม่ต่างจากการหนีสิ่งที่ไม่ชอบเรื่องอื่น ๆ การเลื่อนงานออกไปคือทางหนีที่ง่ายที่สุดในตอนนั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าจะสร้างปัญหาตามมาทีหลัง

02

สมองให้ค่าของ "ตอนนี้" สูงกว่า "อนาคต" เสมอ

อีกกลไกหนึ่งที่ซ่อนอยู่คือวิธีที่สมองประเมินค่าของเวลา นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการลดค่าตามเวลา หมายความว่ายิ่งผลลัพธ์อยู่ไกลออกไปในอนาคตเท่าไร สมองยิ่งให้ค่ากับมันน้อยลงเท่านั้น แม้ผลลัพธ์นั้นจะมีค่าจริงมากกว่าความสบายตอนนี้ก็ตาม

มีแนวคิดที่น่าสนใจคือสมองมักปฏิบัติต่อ "ตัวเองในอนาคต" เหมือนเป็นคนละคนกับคนแปลกหน้า ไม่ใช่ตัวเราเองอีกไม่กี่วันข้างหน้า งานที่ต้องทำตอนนี้คือภาระของ "คนแปลกหน้าคนนั้น" ไม่ใช่ของเราในความรู้สึกจริง ๆ นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมการรู้ว่าผลเสียจะตามมาแน่นอน ยังไม่พอจะหยุดพฤติกรรมนี้ได้ในหลายกรณี เพราะฝ่ายที่ต้องรับผลเสียรู้สึกเหมือนเป็นคนละฝ่ายกับฝ่ายที่กำลังตัดสินใจอยู่ตอนนี้

03

ผัดวันประกันพรุ่งมีมากกว่าหนึ่งแบบ

นักจิตวิทยาสังเกตว่าคนที่ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้มีลักษณะเดียวกันหมด บางคนเป็นแบบ กลัวความไม่สมบูรณ์แบบ ยิ่งงานสำคัญมากเท่าไรยิ่งเลื่อนออกไปนาน เพราะกลัวว่าผลงานจะไม่ดีพอ บางคนเป็นแบบ ชอบแรงกดดันตอนใกล้เส้นตาย เชื่อว่าตัวเองทำงานได้ดีที่สุดตอนถูกบีบด้วยเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้วแค่ทำได้ "พอผ่าน" ไม่ได้ดีที่สุดจริง

อีกกลุ่มหนึ่งคือ คนที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ปัญหาไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่คืองานใหญ่เกินไปจนสมองมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน จึงเลือกไม่เริ่มเลยง่ายกว่า การรู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหนช่วยเลือกวิธีแก้ที่ตรงจุดได้มากกว่าการใช้สูตรเดียวกันกับทุกคน

04

วิธีที่ได้ผลจริงกว่า "แค่มีวินัยให้มากขึ้น"

ลดขนาดของก้าวแรกให้เล็กจนปฏิเสธไม่ลง แทนที่จะบอกตัวเองว่า "ต้องเขียนรายงานให้เสร็จ" ให้ตั้งเป้าแค่ "เปิดไฟล์แล้วพิมพ์หัวข้อเรื่อง" ความรู้สึกต่อต้านส่วนใหญ่หายไปหลังจากเริ่มลงมือแล้วจริง ๆ ไม่ใช่ก่อนเริ่ม

วางแผนแบบ "ถ้า...จะ..." ไว้ล่วงหน้า เช่น "ถ้าถึงเก้าโมงเช้าวันจันทร์ จะเปิดไฟล์นี้ก่อนเช็กอีเมล" การกำหนดเงื่อนไขชัดเจนล่วงหน้าแบบนี้ช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องตัดสินใจสดหน้างาน ซึ่งเป็นจุดที่ความลังเลมักแทรกเข้ามา

ลดความเสียดทานของการเริ่มต้น เช่นเตรียมไฟล์ให้พร้อมเปิดได้ทันทีตั้งแต่เมื่อวาน หรือย้ายแอปที่ทำให้เสียสมาธิออกจากหน้าจอแรกของมือถือ ยิ่งขั้นตอนก่อนเริ่มงานน้อยเท่าไร โอกาสที่จะเลื่อนออกไปก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ให้อภัยตัวเองเมื่อพลาด แทนการซ้ำเติมตัวเอง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าความรู้สึกผิดหลังผัดงานมักทำให้ผัดงานครั้งต่อไปหนักขึ้นอีก เพราะกลายเป็นวงจรของการหนีความรู้สึกแย่ซ้อนทับกันไปเรื่อย ๆ การยอมรับว่าพลาดแล้วเริ่มใหม่ทันทีตัดวงจรนี้ได้ดีกว่าการโทษตัวเองยาว ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ทำงานได้ดีตอนใกล้เส้นตายจริง ๆ แปลว่าไม่จำเป็นต้องแก้ใช่ไหม

ถ้าไม่สร้างความเครียดสะสมหรือกระทบคุณภาพงานในระยะยาว ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองเปลี่ยนครับ แต่ควรสังเกตตัวเองตรง ๆ ว่างานที่ทำตอนใกล้เส้นตายดีจริงเท่าที่เชื่อไหม เพราะหลายคนจำได้แค่ตอนที่ผ่านฉลุย แต่ลืมตอนที่พลาดเพราะเวลาไม่พอไปแล้ว

ตั้งเป้าเล็ก ๆ อย่าง "เปิดไฟล์" ดูไม่จริงจังพอ จะได้ผลจริงหรือ

ได้ผลจริงครับ เพราะแรงต้านทางใจส่วนใหญ่เกิดตอนคิดถึงงานทั้งก้อน ไม่ใช่ตอนลงมือทำจริง เมื่อเริ่มขั้นเล็กที่สุดไปแล้ว มักพบว่าทำต่อได้ง่ายกว่าที่คิดมาก เพราะอุปสรรคทางใจส่วนใหญ่อยู่ที่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่ระหว่างทาง

ผัดงานเพราะกลัวทำได้ไม่ดี ควรทำอย่างไรกับความกลัวนี้

ลองแยกให้ชัดว่างานที่ทำครั้งแรกไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ อนุญาตให้ตัวเองทำฉบับร่างที่ไม่ดีที่สุดออกมาก่อน แล้วค่อยปรับทีหลัง มักช่วยลดแรงกดดันที่ทำให้ไม่กล้าเริ่มลงได้มาก เพราะภาระที่แบกอยู่ไม่ใช่ "ต้องทำให้ดี" แต่เป็นแค่ "ต้องมีอะไรออกมาก่อน"

การตั้งนาฬิกาปลุกเตือนถี่ ๆ ช่วยลดการผัดวันประกันพรุ่งได้ไหม

ช่วยได้บ้างแต่ไม่ใช่คำตอบหลักครับ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือความรู้สึกไม่สบายใจต่องานนั้น ไม่ใช่การลืมว่ามีงานต้องทำ การเตือนบ่อยเกินไปโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุทางอารมณ์อาจกลายเป็นความรำคาญที่ยิ่งทำให้อยากเลี่ยงงานนั้นมากขึ้นด้วยซ้ำ

05

สรุป

ครั้งต่อไปที่จับได้ว่าตัวเองกำลังเลื่อนงานออกไปอีกวัน ลองถามตัวเองว่าความรู้สึกอะไรที่กำลังพยายามหนีอยู่ แทนที่จะรีบตัดสินว่าตัวเองขี้เกียจหรือไม่มีวินัย

การผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่ข้อบกพร่องทางบุคลิกภาพที่แก้ไม่ได้ แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่มีเหตุผลทางอารมณ์อยู่เบื้องหลังเสมอ และเมื่อรู้เหตุผลนั้นแล้ว ทางแก้ที่ตรงจุดก็หาได้ง่ายขึ้นมากกว่าการพยายามใช้ความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์