เรื่องเด่นน่าสนใจ

ภาษารัก 5 แบบ เข้าใจให้ตรงจะได้ไม่ทำดีแบบผิดทาง

ทุ่มเงินซื้อของขวัญให้ทุกเดือนแต่คนรักยังบ่นว่ารู้สึกไม่ได้รับความรัก ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่สองคนใช้ "ภาษารัก" คนละแบบ นี่คือภาษารักทั้งห้าแบบ และวิธีหาว่าตัวเองกับคนรักใช้แบบไหน

ภาพประกอบบทความ ภาษารัก 5 แบบ เข้าใจให้ตรงจะได้ไม่ทำดีแบบผิดทาง
คนสองคนอาจรักกันมากพอ ๆ กัน แต่แสดงออกและอยากได้รับความรักคนละรูปแบบ
สารบัญเนื้อหา
  1. 01ที่มาของแนวคิดนี้
  2. 02ภาษารักทั้ง 5 แบบ คืออะไรบ้าง
  3. 03ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รักน้อยลง แต่อยู่ที่พูดกันคนละภาษา
  4. 04จะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองและคนรักใช้ภาษาไหน
  5. 05สรุป

คุณอดออมมาสามเดือนเพื่อซื้อของขวัญชิ้นที่คนรักเคยชี้ให้ดูเมื่อผ่านหน้าร้าน วันที่มอบให้เขายิ้มขอบคุณ แต่สองสัปดาห์ถัดมาก็ยังได้ยินประโยค "ทำไมไม่เคยชมอะไรฉันเลย" อยู่ดี

ความรู้สึกแรกคือน้อยใจ ทำขนาดนี้แล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ แต่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจของคุณเลยสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณสองคน กำลังพูดคนละภาษา โดยไม่รู้ตัว คุณแสดงความรักด้วยของขวัญ ในขณะที่สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือคำพูดที่บอกว่าเขามีความหมาย

แนวคิดเรื่องภาษารักไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ทุกอย่าง แต่ช่วยอธิบายความรู้สึก "ทำดีแค่ไหนก็ไม่พอ" ที่หลายคู่เจอได้ตรงจุดกว่าที่คิด

01

ที่มาของแนวคิดนี้

แนวคิดภาษารักมาจาก ดร. แกรี แชปแมน ที่ปรึกษาด้านชีวิตคู่ชาวอเมริกัน หลังจากนั่งฟังปัญหาของคู่รักนับพันคู่มาหลายปี เขาสังเกตเห็นรูปแบบที่ซ้ำกันเรื่อยมา คือคนที่บ่นว่า "ไม่รู้สึกว่าถูกรัก" มักไม่ได้ขาดความรักจริง ๆ แต่กำลังได้รับความรักในรูปแบบที่ตัวเองไม่ได้ต้องการเป็นพิเศษ

จากการสังเกตนั้น เขาจึงจัดกลุ่มวิธีที่คนแสดงและรับรู้ความรักออกเป็นห้าแบบหลัก ซึ่งกลายเป็นกรอบความคิดที่คนทั่วโลกหยิบไปใช้คุยกับคนรักมาจนถึงทุกวันนี้ ข้อดีของกรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ที่มันให้คำศัพท์ที่ทำให้คนสองคนคุยเรื่องความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้นมาก

02

ภาษารักทั้ง 5 แบบ คืออะไรบ้าง

1. คำพูดยืนยันความรู้สึก

คนกลุ่มนี้รู้สึกถึงความรักผ่านคำพูด เช่นคำชม คำขอบคุณ หรือประโยคที่บอกตรง ๆ ว่ารักและชื่นชมอะไรในตัวอีกฝ่าย การกระทำที่ดีโดยไม่มีคำพูดประกอบ อาจไม่แตะใจคนกลุ่มนี้เท่าที่ควร เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือได้ยินมันเป็นคำพูดจริง ๆ

2. เวลาคุณภาพ

คนกลุ่มนี้รู้สึกถึงความรักเมื่อได้รับความสนใจแบบเต็มร้อยจากอีกฝ่าย ไม่ใช่แค่การอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่คือช่วงเวลาที่มือถือถูกวางลง สายตามองมาที่เขา และบทสนทนาไม่ถูกแบ่งครึ่งไปกับหน้าจอ การนั่งข้าง ๆ กันแต่ต่างคนต่างดูมือถือ ไม่ใช่เวลาคุณภาพในความหมายของคนกลุ่มนี้

3. การกระทำที่ช่วยเหลือ

คนกลุ่มนี้รู้สึกถึงความรักผ่านสิ่งที่อีกฝ่ายลงมือทำให้ เช่นทำกับข้าวรอ เติมน้ำมันรถให้ก่อนไปทำงาน หรือช่วยแบ่งเบางานบ้านโดยไม่ต้องขอ สำหรับคนกลุ่มนี้ คำพูดหวาน ๆ ที่ไม่ตามมาด้วยการลงมือทำอาจฟังดูว่างเปล่า

4. ของขวัญ

คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจราคาของของขวัญ แต่สนใจว่าอีกฝ่ายคิดถึงเขาตอนที่เลือกซื้อ ของขวัญเล็ก ๆ ที่แสดงว่าอีกฝ่ายจำสิ่งที่เขาเคยพูดผ่าน ๆ ได้ มีความหมายกับคนกลุ่มนี้มากกว่าของราคาแพงที่เลือกซื้อแบบไม่ได้คิดอะไร

5. การสัมผัส

คนกลุ่มนี้รู้สึกถึงความรักผ่านการสัมผัสทางกาย ตั้งแต่การจับมือ กอด ไปจนถึงการนั่งใกล้ ๆ กันเฉย ๆ การขาดการสัมผัสในชีวิตประจำวัน แม้ความสัมพันธ์จะราบรื่นในด้านอื่น อาจทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกห่างเหินโดยไม่รู้สาเหตุ

03

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รักน้อยลง แต่อยู่ที่พูดกันคนละภาษา

จุดที่ทำให้หลายคู่ทะเลาะกันโดยไม่จำเป็น คือทั้งสองฝ่ายมักให้ความรักในภาษาที่ ตัวเองรู้สึกดีเวลาได้รับ ไม่ใช่ภาษาที่อีกฝ่ายต้องการ คนที่รู้สึกถึงความรักผ่านการกระทำที่ช่วยเหลือ มักแสดงความรักด้วยการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้อีกฝ่ายเต็มที่ โดยไม่รู้ว่าคนรักของเขากำลังรอคำพูดง่าย ๆ ว่า "รักนะ" อยู่ต่างหาก

ผลที่ตามมาคือทั้งคู่รู้สึกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกซาบซึ้งเท่าที่ควร กลายเป็นความน้อยใจที่สะสมทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ความรักไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ ส่งไปผิดช่องทาง

04

จะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองและคนรักใช้ภาษาไหน

สังเกตจากสิ่งที่คุณบ่นถึงบ่อยที่สุด เวลารู้สึกไม่พอใจในความสัมพันธ์ คุณมักบ่นว่าขาดอะไร คำตอบนั้นมักบอกภาษารักหลักของคุณได้ตรง ๆ เช่นถ้าบ่นบ่อยว่า "ไม่เคยชมฉันเลย" นั่นคือสัญญาณของคำพูดยืนยันความรู้สึก

สังเกตจากสิ่งที่คุณทำให้คนอื่นเป็นประจำ คนส่วนใหญ่มักแสดงความรักออกไปในภาษาที่ตัวเองอยากได้รับ ถ้าคุณชอบซื้อของฝากให้คนรอบตัวบ่อย ๆ นั่นอาจสะท้อนว่าของขวัญคือภาษาที่มีความหมายกับคุณเช่นกัน

ถามตรง ๆ ก็ได้ผลไม่แพ้กัน ไม่จำเป็นต้องเดาให้ถูกทุกครั้ง การถามคนรักตรง ๆ ว่า "ช่วงนี้อยากให้ทำอะไรให้รู้สึกว่าถูกรักมากขึ้นบ้าง" มักได้คำตอบที่ชัดกว่าการสังเกตเงียบ ๆ อยู่คนเดียว และยังเป็นบทสนทนาที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นในตัวมันเอง

คำถามที่พบบ่อย

คนหนึ่งใช้ได้มากกว่าหนึ่งภาษารักพร้อมกันไหม

ได้ครับ หลายคนมีภาษารักหลักสองแบบที่สำคัญพอ ๆ กัน แนวคิดนี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเลือกแค่แบบเดียว เป้าหมายคือให้รู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเองเป็นพิเศษ ไม่ใช่จัดหมวดตัวเองให้ตายตัว

ถ้าภาษารักของสองคนไม่ตรงกันเลย ความสัมพันธ์จะไปรอดไหม

ไปรอดได้ครับ ความต่างแบบนี้พบได้ทั่วไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือทั้งคู่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แล้วเต็มใจฝึกแสดงออกในภาษาที่อีกฝ่ายรับรู้ได้ แม้จะไม่ใช่ภาษาที่ตัวเองถนัดโดยธรรมชาติก็ตาม

ภาษารักเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตได้ไหม

ได้ครับ ความต้องการของคนเราเปลี่ยนตามสถานการณ์ เช่นช่วงที่เครียดจากงานหนักอาจต้องการเวลาคุณภาพมากเป็นพิเศษ ทั้งที่ปกติภาษารักหลักคือการกระทำที่ช่วยเหลือ การเช็กความรู้สึกกันเป็นระยะจึงมีประโยชน์มากกว่าคิดว่ารู้คำตอบตายตัวไปแล้ว

ทำดีในภาษาที่อีกฝ่ายต้องการ แต่ตัวเองไม่ถนัด ต้องฝืนทำตลอดไปไหม

ไม่ต้องฝืนแบบไม่มีที่สิ้นสุดครับ แต่การลองทำในสิ่งที่ไม่ถนัดเป็นครั้งคราวถือเป็นการลงทุนในความสัมพันธ์ ที่สำคัญคือสื่อสารกันตรง ๆ ว่าอันไหนทำได้ง่าย อันไหนต้องค่อย ๆ ฝึก แทนที่จะฝืนทำจนรู้สึกเหนื่อยและไม่พูดออกมา

05

สรุป

การรู้ภาษารักของตัวเองและคนรักไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีปัญหาอีกเลย แต่มันให้คำศัพท์ที่ช่วยอธิบายความรู้สึกที่บอกไม่ถูกมานาน อย่างความรู้สึกทำดีแล้วแต่ไม่ถูกมองเห็น

ครั้งหน้าที่รู้สึกว่าคนรักไม่ค่อยแสดงความรัก ลองถามตัวเองก่อนว่าเขาแสดงออกมาแล้วหรือยัง เพียงแต่เป็นภาษาที่คุณยังไม่ได้ฝึกฟัง

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์