ทุกครั้งที่รถเริ่มเคลื่อนตัว สุนัขบางตัวจะพุ่งไปที่กระจกทันที ไม่ว่าคุณจะกดกระจกลงหรือยัง บางตัวถึงกับปีนข้ามตักคุณไปแย่งที่นั่งฝั่งที่ลมแรงกว่า ถ้าคุณเคยสงสัยว่าทำไมมันถึงคลั่งไคล้การโผล่หัวออกไปรับลมขนาดนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความสนุกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จมูกของมันกำลังทำงานหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ในหนึ่งวัน
น่าเสียดายที่ภาพความสุขแบบนี้มาพร้อมความเสี่ยงที่เจ้าของส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ และเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจก่อนเปิดกระจกบานถัดไป
ทำไมจมูกสุนัขถึงหลงใหลกับลมความเร็วสูง
จมูกสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นมากกว่าคนหลายสิบเท่า และมันดมกลิ่นได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดหายใจเหมือนคน เวลาเดินเล่นปกติ กลิ่นจะลอยมาถึงจมูกมันตามแรงลมธรรมชาติซึ่งช้าและไม่สม่ำเสมอ แต่ตอนนั่งรถด้วยความเร็ว 40-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อากาศที่ผ่านจมูกมันในหนึ่งวินาทีมีปริมาณกลิ่นมากกว่าการเดินทั้งวันเสียอีก
พูดง่าย ๆ คือมันกำลังได้รับ "ข้อมูลข่าวสาร" ระดับมหาศาลในเวลาสั้น ๆ กลิ่นจากทุ่งนา ร้านอาหารข้างทาง สุนัขตัวอื่น หรือแม้แต่ฝนที่เพิ่งตกในซอยที่ผ่านไป ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นสมองส่วนรับกลิ่นที่ใหญ่กว่าคนตามสัดส่วนร่างกายอย่างมาก นี่คือเหตุผลหลักที่มันไม่ยอมพลาดโอกาสนี้แม้แต่วินาทีเดียว
อีกปัจจัยหนึ่งคือการระบายความร้อน สุนัขมีต่อมเหงื่อเฉพาะที่อุ้งเท้าเท่านั้น วิธีหลักที่มันใช้ลดอุณหภูมิร่างกายคือการหอบและอ้าปากให้ลมผ่านลิ้นที่ชื้น ลมแรง ๆ จากหน้าต่างรถช่วยเร่งการระเหยของความชื้นบนลิ้นและช่องปาก ทำให้รู้สึกเย็นสบายกว่าการนั่งอยู่ในรถเฉย ๆ มาก โดยเฉพาะในอากาศร้อนแบบบ้านเรา
อันตรายที่ซ่อนอยู่หลังความสนุก
ปัญหาคือความเร็วที่ทำให้สนุกก็เป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เสี่ยง ฝุ่น กรวดเล็ก แมลง หรือเศษใบไม้ที่ปลิวมาด้วยความเร็วสูงสามารถกระแทกดวงตาสุนัขจนเกิดรอยขีดข่วนที่กระจกตาได้ อาการที่พบบ่อยคือหรี่ตา น้ำตาไหลผิดปกติ หรือใช้เท้าถูตาบ่อยหลังนั่งรถ
ลมแรงที่ปะทะใบหูต่อเนื่องเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องหูได้เช่นกัน โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์หูตั้งที่รับลมเข้าช่องหูได้เต็มที่กว่าพันธุ์หูปรก
แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นมากคือเรื่องที่คนมักมองข้าม นั่นคือการที่สุนัขไม่ได้ถูกยึดติดกับตัวรถเลย หากคนขับเบรกกะทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุ สุนัขที่นั่งอิสระในรถจะพุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงเท่ากับน้ำหนักตัวคูณความเร็ว ซึ่งอาจทำให้บาดเจ็บสาหัสทั้งตัวมันเองและคนในรถ และในกรณีที่แย่ที่สุด สุนัขที่โผล่หัวออกไปมากเกินไปอาจเสียหลักตกจากรถได้หากรถเลี้ยวกะทันหันหรือชนสิ่งกีดขวาง
วิธีให้มันได้กลิ่นแบบปลอดภัยขึ้น
ข่าวดีคือไม่ต้องห้ามสนิท เพียงลดความเสี่ยงลงได้ง่าย ๆ วิธีแรกคือเปิดกระจกแค่พอให้จมูกโผล่ออกไปรับลมได้ ไม่ต้องเปิดจนหัวทั้งหัวยื่นออกไปทั้งตัว สุนัขยังได้กลิ่นเกือบเท่าเดิมโดยที่ดวงตาและใบหูไม่ต้องเจอลมแรงเต็ม ๆ
วิธีที่สองที่สำคัญกว่านั้นคือการรัดสุนัขให้ปลอดภัยขณะนั่งรถ เหมือนที่คนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย การปล่อยให้สุนัขนั่งอิสระในรถไม่ต่างจากการให้เด็กนั่งโดยไม่มีคาร์ซีทเลย
สายรัดอกสุนัขสำหรับใช้ในรถ
สายรัดอกที่ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกับหัวเข็มขัดนิรภัยของรถได้โดยตรง ช่วยกันไม่ให้สุนัขพุ่งไปข้างหน้าตอนเบรกกะทันหัน และจำกัดระยะไม่ให้มันโผล่หัวออกไปไกลเกินไปทางหน้าต่าง ต่างจากปลอกคอที่รัดรอบหลอดลมและอาจทำให้บาดเจ็บหนักกว่าเดิมหากรถหยุดกะทันหัน
เหมาะกับใคร เจ้าของที่พาสุนัขนั่งรถเป็นประจำ โดยเฉพาะทริปทางไกลหรือถนนที่ต้องเบรกกะทันหันบ่อย
หากลูกรถของคุณตื่นเต้นกับกลิ่นรอบตัวมากจนอยากได้ประสบการณ์แบบนี้ทุกวัน ลองพาไปเดินดมกลิ่นแบบช้า ๆ ที่เรียกว่า sniffari หรือปล่อยให้มันดมตามจุดต่าง ๆ ในสวนสาธารณะนานเท่าที่ต้องการ วิธีนี้กระตุ้นสมองได้ดีไม่แพ้กันและปลอดภัยกว่ามาก
สัญญาณที่บอกว่าควรปิดกระจกทันที
ไม่ใช่ทุกทริปที่ควรเปิดกระจกให้สุนัขรับลม ถ้าอากาศภายนอกร้อนจัดจนลมที่พัดเข้ามาไม่เย็นเลย การเปิดแอร์ในรถแล้วปิดกระจกมิดชิดจะดีกว่ามาก เพราะลมร้อนไม่ได้ช่วยระบายความร้อนให้มันเลย
ถ้าสุนัขเริ่มหรี่ตาแรง ๆ ส่ายหัวถี่ ๆ คล้ายพยายามสลัดอะไรออกจากหู หรือจามบ่อยผิดปกติ นั่นคือสัญญาณว่าลมแรงเกินไปหรือมีฝุ่นเข้าตาเข้าหูแล้ว ควรปิดกระจกลงทันทีไม่ต้องรอให้ถึงจุดหมาย
สรุป
การที่สุนัขชอบโผล่หัวออกหน้าต่างรถไม่ใช่พฤติกรรมแปลกหรือดื้อ แต่เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของสัตว์ที่ใช้จมูกเป็นอวัยวะหลักในการรับรู้โลก เพียงแต่โลกยุคนี้มีรถที่วิ่งเร็วกว่าที่วิวัฒนาการของมันเคยเจอมาก่อน
ทางที่ดีที่สุดคือหาจุดกลางระหว่างความสุขกับความปลอดภัย เปิดกระจกพอประมาณ รัดสายรัดอกให้เรียบร้อยทุกครั้ง แล้วปล่อยให้จมูกของมันทำงานที่มันถนัดที่สุดต่อไปอย่างสบายใจ
คำถามที่พบบ่อย
เปิดกระจกรถให้สุนัขได้แค่ไหนถึงจะปลอดภัย
แนะนำให้เปิดพอสำหรับจมูกและปากโผล่ออกไปได้ ไม่ควรเปิดจนหัวทั้งหัวหรือลำตัวส่วนบนยื่นออกไปนอกรถ เพราะเสี่ยงทั้งเรื่องดวงตา ใบหู และการเสียหลักตกจากรถหากเบรกหรือเลี้ยวกะทันหัน
สุนัขทุกพันธุ์ชอบโผล่หัวออกหน้าต่างเหมือนกันหรือไม่
ไม่เท่ากันครับ พันธุ์ที่มีจมูกยาวและจมูกไวต่อกลิ่นมาก เช่น บีเกิลหรือลาบราดอร์ มักแสดงพฤติกรรมนี้ชัดกว่า ส่วนพันธุ์หน้าสั้นอย่างปั๊กหรือเฟรนช์บูลด็อกควรระวังเป็นพิเศษ เพราะโครงสร้างทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วจะยิ่งลำบากขึ้นเมื่อเจอลมแรงปะทะหน้าตรง ๆ
ต้องรัดสายรัดอกให้สุนัขตลอดเวลาที่นั่งรถหรือไม่ แม้เดินทางใกล้ ๆ
ควรรัดทุกครั้งครับ อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในระยะทางใกล้ที่คนขับการ์ดตก ไม่ใช่ทริปไกลที่ระวังตัวอยู่แล้ว การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการรัดสายรัดอกตั้งแต่ทริปสั้น ๆ จะทำให้มันไม่ต่อต้านเมื่อต้องเดินทางไกลจริง
ถ้าสุนัขเมารถควรทำอย่างไร
อาการเมารถในสุนัขพบได้บ่อยโดยเฉพาะลูกสุนัข ลองงดอาหารมื้อใหญ่ก่อนเดินทางอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เปิดหน้าต่างเล็กน้อยเพื่อปรับความดันอากาศ และพาไปนั่งรถระยะสั้น ๆ บ่อย ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพราะมียาช่วยบรรเทาได้