ถ้าเพื่อนร่วมห้องของคุณเป็นคนละสายพันธุ์กันเลย แถมสื่อสารกันไม่ได้ด้วยภาษาพูด คุณคงคิดว่าอยู่ด้วยกันไม่รอดแน่ แต่ในธรรมชาติ ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก บางคู่ยังไว้ใจกันได้ในระดับที่ฝากชีวิตกันได้เลยทีเดียว
ความสัมพันธ์แบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า symbiosis คือการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิด ซึ่งมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไปจนถึงฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์โดยอีกฝ่ายแทบไม่เสียอะไรเลย และบางคู่ที่เคยเชื่อกันว่าเป็นมิตรแท้ ก็เพิ่งถูกพบภายหลังว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
ปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล — หุ้นส่วนที่ทั้งคู่ขาดกันไม่ได้
นี่อาจเป็นคู่ symbiosis ที่คนรู้จักมากที่สุดในโลก เพราะดอกไม้ทะเลมีหนวดที่มีเข็มพิษสำหรับจับเหยื่อและป้องกันตัว ปกติสัตว์ที่ไปแตะต้องจะโดนพิษทันที แต่ปลาการ์ตูนมี ชั้นเมือกพิเศษปกคลุมผิวลำตัวที่ทำให้ดอกไม้ทะเลจำไม่ได้ว่าเป็นเหยื่อ จึงไม่ปล่อยพิษออกมา ทำให้ปลาการ์ตูนใช้หนวดของดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัยจากผู้ล่าได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ปลาชนิดอื่นแทบเข้าใกล้ไม่ได้เลย
ฝ่ายดอกไม้ทะเลเองก็ไม่ได้เสียเปรียบ ปลาการ์ตูนช่วยไล่ปลาบางชนิดที่ชอบมากัดกินหนวดของมัน และของเสียจากปลาการ์ตูนยังกลายเป็นสารอาหารให้สาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของดอกไม้ทะเลอีกทอดหนึ่ง เท่ากับเป็นวงจรที่เกื้อกูลกันมากกว่าหนึ่งชั้น ลูกปลาการ์ตูนที่เพิ่งฟักออกจากไข่ต้องผ่านกระบวนการปรับตัวให้คุ้นกับเมือกของดอกไม้ทะเลตัวใดตัวหนึ่งก่อน จึงจะเข้าไปอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ
กุ้งดีดขากับปลาบู่ — เพื่อนร่วมบ้านที่ตาบอดก็ยังไว้ใจกันได้
กุ้งดีดขา (pistol shrimp) มีสายตาที่แย่มากจนแทบมองอะไรไม่เห็น แต่มันเก่งเรื่องขุดและดูแลโพรงใต้ทรายเป็นพิเศษ ขณะที่ปลาบู่ตัวเล็กที่มองเห็นได้ดีกลับไม่ถนัดขุดรูเอง ทั้งสองจึงจับคู่กันอยู่ร่วมโพรงเดียวกัน โดยกุ้งทำหน้าที่ขุดและซ่อมแซมโพรงตลอดเวลา ส่วนปลาบู่ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวัง
จุดที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีสื่อสารระหว่างกัน กุ้งจะวางหนวดสัมผัสไว้กับลำตัวปลาบู่ตลอดเวลาที่ออกมาทำงานนอกโพรง เมื่อปลาบู่เห็นสัตว์อันตรายเข้าใกล้ มันจะสะบัดหางเป็นสัญญาณเตือน ทำให้กุ้งที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกถึงแรงสั่นได้ทันที รีบพากันถอยกลับเข้าโพรงพร้อมกัน ความไว้ใจกันระดับนี้เกิดขึ้นได้เพราะทั้งคู่ต่างพึ่งพากันจริง ๆ ไม่ใช่แค่บังเอิญอยู่ใกล้กัน
นกกินเห็บบนหลังสัตว์ใหญ่ — บริการทำความสะอาดที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ภาพนกกินเห็บ (oxpecker) เกาะอยู่บนหลังแรด ควายป่า หรือยีราฟ แล้วจิกกินเห็บและปรสิตตามผิวหนัง เป็นภาพที่คุ้นตาในสารคดีสัตว์ป่ามานาน และเคยถูกยกเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ mutualism ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ นกได้อาหาร สัตว์ใหญ่ได้กำจัดปรสิตออกจากตัว
แต่งานวิจัยเชิงพฤติกรรมในเวลาต่อมากลับพบภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น นักวิจัยสังเกตว่านกกินเห็บบางครั้ง จิกเปิดแผลที่กำลังจะตกสะเก็ดของสัตว์ใหญ่เพื่อกินเลือดโดยตรง แทนที่จะกินแค่ปรสิต ทำให้แผลหายช้าลงหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้นในบางกรณี ความสัมพันธ์นี้จึงอาจไม่ใช่ mutualism ล้วน ๆ แบบที่เข้าใจกันมาตลอด แต่อยู่ตรงกลางระหว่างการช่วยเหลือกับการเอาเปรียบเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และชนิดของสัตว์ที่เกาะอยู่ด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความสัมพันธ์ในธรรมชาติไม่ได้ขาวดำเสมอไป
ความร่วมมือที่ไปไกลกว่าคู่เดียว
ในบางพื้นที่ของแอฟริกา มีนกป่าชนิดหนึ่งที่ชื่อว่านกนำทางผึ้งใหญ่ (greater honeyguide) ซึ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับมนุษย์โดยตรง มันชอบกินไขผึ้งแต่เปิดรังผึ้งเองไม่ได้ จึงส่งเสียงร้องเฉพาะตัวเพื่อดึงความสนใจนักล่าน้ำผึ้ง แล้วบินนำทางไปยังรังผึ้งป่าที่ซ่อนอยู่ เมื่อมนุษย์ใช้ควันไล่ผึ้งและกรีดรังเอาน้ำผึ้งออกมาแล้ว นกจะได้กินไขผึ้งและตัวอ่อนที่เหลือเป็นการตอบแทน
มีการศึกษาในบางชุมชนที่ยังคงล่าน้ำผึ้งแบบดั้งเดิมพบว่า นักล่าน้ำผึ้งแต่ละกลุ่มมีเสียงเรียกเฉพาะของตัวเองที่ใช้เรียกนกชนิดนี้ และนกดูเหมือนจะเรียนรู้จดจำเสียงเรียกนั้นได้ ทำให้อัตราความสำเร็จในการหารังผึ้งสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการค้นหาด้วยตัวเองล้วน ๆ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวอย่างที่มนุษย์กับสัตว์ป่าที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงไว้ ร่วมมือกันล่าทรัพยากรแบบตัวใครตัวมันแต่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จริง
อีกตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่านั้นคือมดกับเพลี้ย มดหลายสายพันธุ์ปกป้องกลุ่มเพลี้ยจากแมลงนักล่าอย่างเต่าทอง แลกกับการได้กิน "น้ำหวาน" ที่เพลี้ยขับออกมาจากการดูดน้ำเลี้ยงพืช บางสายพันธุ์ถึงขั้นย้ายไข่เพลี้ยเข้าไปเก็บในรังช่วงฤดูหนาว แล้วนำออกไปปล่อยบนพืชใหม่เมื่อถึงฤดูที่เหมาะสม พฤติกรรมนี้ใกล้เคียงกับการทำปศุสัตว์ของมนุษย์มากจนนักกีฏวิทยามักเรียกมันตรง ๆ ว่าเป็นการ "เลี้ยงสัตว์" ของโลกแมลง
คำถามที่พบบ่อย
symbiosis กับปรสิต (parasitism) ต่างกันอย่างไร
symbiosis เป็นคำกว้าง ๆ ที่หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิด ซึ่งครอบคลุมทั้งแบบที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (mutualism) แบบที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์โดยอีกฝ่ายไม่ได้ไม่เสีย (commensalism) และแบบปรสิตที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์บนความเสียหายของอีกฝ่าย (parasitism) ความสัมพันธ์บางคู่อย่างนกกินเห็บอาจอยู่คาบเกี่ยวกันระหว่างสองแบบหลังนี้ได้เช่นกัน
ปลาการ์ตูนอยู่กับดอกไม้ทะเลชนิดไหนก็ได้หรือไม่
ไม่ใช่ครับ ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดมักอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้เพียงบางสายพันธุ์เท่านั้น และลูกปลาต้องผ่านกระบวนการปรับตัวให้ผิวหนังมีเมือกที่เข้ากันได้กับดอกไม้ทะเลตัวนั้นก่อนถึงจะเข้าไปอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่โดนพิษ
กุ้งดีดขาตาบอดสนิทเลยหรือเปล่า
ไม่ถึงกับบอดสนิท แต่สายตาของมันแย่มากจนแทบใช้งานแยกแยะรายละเอียดหรือตรวจจับภัยจากระยะไกลไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาประสาทสัมผัสอื่นอย่างหนวดและแรงสั่นสะเทือนแทน การมีปลาบู่ที่สายตาดีคอยเฝ้าระวังจึงช่วยชดเชยจุดอ่อนนี้ได้พอดี
ความสัมพันธ์แบบ symbiosis เกิดขึ้นได้อย่างไรในทางวิวัฒนาการ
โดยทั่วไปเชื่อว่าเริ่มจากการอยู่ใกล้กันโดยบังเอิญหรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน แล้วสิ่งมีชีวิตที่บังเอิญมีลักษณะเอื้อให้อยู่ร่วมกันได้ดีกว่า เช่น ทนพิษได้หรือสื่อสารกันได้ มีโอกาสอยู่รอดและสืบพันธุ์มากกว่า เมื่อผ่านไปหลายชั่วรุ่น ความสัมพันธ์ที่เคยหลวม ๆ ก็ค่อย ๆ แน่นแฟ้นขึ้นจนกลายเป็นการพึ่งพากันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สรุป
ความสัมพันธ์เหล่านี้เตือนเราว่าการเอาตัวรอดในธรรมชาติไม่ได้มีแค่การแข่งขันหรือกินกันเป็นทอด ๆ เสมอไป บางครั้งทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคือการหาพันธมิตรที่เก่งในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด
และที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นคือ ความสัมพันธ์บางคู่ที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นมิตรแท้แบบไม่มีเงื่อนไข เมื่อศึกษาลึกลงไปกลับมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่านั้นเสมอ ธรรมชาติแทบไม่เคยเรียบง่ายอย่างที่ภาพแรกทำให้เราคิด