ตัวอักษรสี่ตัวอย่าง INFP หรือ ENTJ กลายเป็นภาษากลางที่คนใช้แนะนำตัวไปแล้ว ทั้งในไบโอโซเชียล ในวงคุยกับเพื่อนใหม่ และในห้องประชุมที่หัวหน้าให้ทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเริ่มงาน
แต่คนจำนวนมากรู้แค่ว่าตัวเองเป็นประเภทไหน โดยไม่เคยรู้ว่าตัวอักษรพวกนั้นวัดอะไร มาจากไหน และควรเชื่อมันแค่ไหน บทความนี้ตอบทั้งสามเรื่องนั้นให้ครบในที่เดียว
MBTI มาจากไหน
ต้นทางของแนวคิดคือหนังสือ Psychological Types ของ คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาชาวสวิส ตีพิมพ์ปี 1921 ยุงเสนอว่าคนมีทิศทางการหันความสนใจต่างกัน คือเข้าหาโลกภายในหรือออกไปยังโลกภายนอก และมีวิธีรับข้อมูลกับตัดสินใจที่ต่างกัน
สิ่งที่มักถูกลืมคือ ยุงเขียนไว้เองว่าไม่มีใครเป็นแบบใดแบบหนึ่งอย่างบริสุทธิ์ เขามองว่านี่คือ แนวโน้ม ไม่ใช่กล่องที่ปิดสนิท
ราวทศวรรษ 1940 แคเธอรีน คุก บริกส์ และลูกสาว อิซาเบล บริกส์ ไมเยอส์ นำแนวคิดของยุงมาทำเป็นแบบสอบถามที่ตอบได้จริง เป้าหมายตอนนั้นคือช่วยผู้หญิงที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ให้เลือกงานที่เข้ากับตัวเองได้เร็วขึ้น
ทั้งสองคนไม่ได้ผ่านการฝึกเป็นนักจิตวิทยาในสายวิชาการ ข้อนี้ถูกหยิบมาโจมตีบ่อย แต่สิ่งที่ควรใช้ตัดสินเครื่องมือจริง ๆ คือหลักฐานว่ามันทำงานได้แค่ไหน ไม่ใช่วุฒิของคนสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะพูดถึงในหัวข้อถัด ๆ ไป
ทุกวันนี้ MBTI เป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน มีการอบรมและออกใบรับรองให้ผู้นำไปใช้ และถูกใช้ในองค์กรทั่วโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ
แกนทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นตัวอักษรสี่ตัว
ทุกประเภทเกิดจากการเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งของสี่แกนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือคำนิยามของแต่ละแกนไม่ตรงกับความหมายในภาษาพูดเสมอไป และนั่นคือจุดที่คนอ่านผลผิดกันมากที่สุด
E กับ I พลังงานของคุณหมุนไปทางไหน
E (Extraversion) คือการหันความสนใจออกไปยังผู้คนและสิ่งรอบตัวเป็นหลัก ส่วน I (Introversion) คือการหันเข้าหาความคิดและโลกภายในก่อน
สิ่งที่แกนนี้ไม่ได้วัด คือความขี้อายหรือทักษะการเข้าสังคม คนที่เป็น I จำนวนมากพูดเก่งและอยู่กับคนได้สบาย เพียงแต่หมดพลังเร็วกว่าและต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อชาร์จกลับ ความสับสนระหว่างสองเรื่องนี้พบบ่อยจนเราแยกไปเขียนไว้ต่างหากในบทความ อินโทรเวิร์ตไม่ใช่คนขี้อาย
S กับ N คุณรับข้อมูลแบบไหนก่อน
S (Sensing) ให้น้ำหนักกับสิ่งที่จับต้องได้ ข้อมูลตรงหน้า รายละเอียด และประสบการณ์ที่เคยเจอ ส่วน N (Intuition) ให้น้ำหนักกับภาพรวม รูปแบบที่ซ่อนอยู่ และความเป็นไปได้ที่ยังไม่เกิด
แกนนี้เป็นแกนที่ทำให้คนสองคนคุยกันแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าใจกันเลยได้มากที่สุด เพราะฝั่งหนึ่งอยากได้ข้อมูลครบก่อนตัดสินใจ อีกฝั่งอยากเห็นทิศทางใหญ่ก่อนแล้วค่อยเติมรายละเอียด
T กับ F คุณให้น้ำหนักอะไรตอนตัดสินใจ
T (Thinking) ตัดสินใจโดยยึดตรรกะและความสอดคล้องของเหตุผลเป็นหลัก ส่วน F (Feeling) ยึดผลกระทบต่อผู้คนและคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ
นี่ไม่ใช่แกนที่แบ่งว่าใครใช้สมองและใครใช้อารมณ์ คน F ไม่ได้คิดน้อยกว่า และคน T ไม่ได้ไร้ความรู้สึก ทั้งสองฝั่งใช้เหตุผลเหมือนกัน แต่ตั้งโจทย์ต่างกันว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง
J กับ P คุณจัดการโลกภายนอกอย่างไร
J (Judging) ชอบวางแผน ปิดจบ และรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไร ส่วน P (Perceiving) ชอบเปิดทางเลือกไว้ ปรับตามสถานการณ์ และหลายคนทำงานได้ดีเมื่อเส้นตายใกล้เข้ามา
แกนนี้ถูกใช้ผิดบ่อยที่สุดในที่ทำงาน เพราะถูกแปลเป็น "คนมีระเบียบ" กับ "คนไม่มีระเบียบ" ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มันวัด ความรับผิดชอบต่องานเป็นคนละเรื่องกับความชอบส่วนตัวเรื่องการวางแผน
ตัวอักษรสี่ตัวรวมกันเป็น 16 ประเภท
ตารางนี้คือชื่อเรียกที่นิยมใช้และลักษณะที่คำบรรยายของแต่ละประเภทมักพูดถึง อ่านไว้เป็นแผนที่คร่าว ๆ ไม่ใช่คำวินิจฉัย
| ประเภท | ชื่อที่มักเรียกกัน | ลักษณะที่คำบรรยายมักพูดถึง |
|---|---|---|
| ISTJ | ผู้ยึดหลักการ | ทำตามที่ตกลงไว้ ละเอียด เชื่อถือได้ |
| ISFJ | ผู้ปกป้อง | ดูแลคนรอบตัวเงียบ ๆ จำรายละเอียดของคนอื่นได้ดี |
| INFJ | ที่ปรึกษา | มองแรงจูงใจคนออก ยึดอุดมคติ เก็บความคิดไว้กับตัว |
| INTJ | นักวางแผนระยะยาว | คิดเป็นระบบ มองข้ามไปหลายก้าว ไม่ชอบงานที่ไร้เหตุผล |
| ISTP | ช่างแก้ปัญหา | เรียนรู้ด้วยการลงมือ สงบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน |
| ISFP | ศิลปินเงียบ | ไวต่อความงาม ยึดคุณค่าส่วนตัว ไม่ชอบถูกบังคับ |
| INFP | นักอุดมคติ | ให้ความหมายกับสิ่งที่ทำ ประนีประนอมกับคุณค่าของตัวเองได้ยาก |
| INTP | นักคิดวิเคราะห์ | สนใจว่าอะไรทำงานอย่างไร ตั้งคำถามกับข้อสรุปเสมอ |
| ESTP | นักลงมือทันที | ตัดสินใจเร็ว อ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง |
| ESFP | ผู้สร้างบรรยากาศ | อยู่กับปัจจุบัน ทำให้คนรอบตัวผ่อนคลาย |
| ENFP | นักจุดประกาย | ไอเดียเยอะ เชื่อมคนเข้าหากัน เบื่อง่าย |
| ENTP | นักโต้แย้ง | ชอบทดสอบความคิดด้วยการเถียง มองมุมที่คนอื่นข้ามไป |
| ESTJ | ผู้จัดระบบ | จัดการงานให้เดินหน้า ชัดเจนเรื่องมาตรฐาน |
| ESFJ | ผู้ประสานงาน | ใส่ใจความรู้สึกของกลุ่ม ทำให้ทีมอยู่ร่วมกันได้ |
| ENFJ | ผู้นำที่ดึงคนตาม | สื่อสารเก่ง เห็นศักยภาพในคนอื่น |
| ENTJ | ผู้กำหนดทิศทาง | ตั้งเป้าใหญ่ ตัดสินใจเด็ดขาด ใจร้อนกับงานที่ช้า |
อ่านแล้วรู้สึกว่าตรงมากใช่ไหม เก็บความรู้สึกนั้นไว้ก่อน แล้วลองอ่านประเภทอื่นอีกสักสามสี่ประเภท คนจำนวนมากพบว่าตัวเองรู้สึกตรงกับหลายประเภทพร้อมกัน และนั่นคือประเด็นสำคัญที่เราจะพูดถึงต่อไป
สิ่งที่ MBTI ทำได้ดีจริง
ให้คำศัพท์กลางสำหรับพูดถึงความต่าง การบอกเพื่อนร่วมงานว่าขอเวลาอ่านเอกสารก่อนประชุมอาจฟังดูเรื่องมาก แต่การบอกว่าตัวเองเป็นสายที่คิดในหัวให้จบก่อนค่อยพูด ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เร็วกว่า เครื่องมือแบบนี้มีประโยชน์ในฐานะ ภาษา มากกว่าในฐานะการวัด
ไม่มีประเภทไหนถูกออกแบบให้ดีกว่าประเภทอื่น ต่างจากแบบทดสอบหลายชนิดที่มีคะแนนสูงต่ำ MBTI ตั้งใจให้ทุกผลลัพธ์ฟังดูมีคุณค่า ซึ่งทำให้คนเปิดใจคุยเรื่องความแตกต่างได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจัดอันดับ
เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนตัวเอง คำถามอย่างว่าปกติแล้วเราชาร์จพลังจากอะไร หรือเราตัดสินใจโดยดูอะไรก่อน เป็นคำถามที่ดี แม้คำตอบสุดท้ายจะไม่ใช่ตัวอักษรสี่ตัวก็ตาม
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเชื่อผล
คนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้อยู่สุดขั้ว
ถ้าโลกมีคนสองแบบชัด ๆ จริง กราฟคะแนนควรมีเนินสองยอดแยกกัน แต่เมื่อวัดจริง คะแนนของคนบนแต่ละแกนกระจายตัวเป็นเนินเดียวที่หนาแน่นตรงกลาง คือคนส่วนใหญ่อยู่ค่อนไปทางกลาง และมีไม่มากที่อยู่สุดปลายทั้งสองข้าง
ผลคือการขีดเส้นแบ่งตรงกลางแล้วบอกว่าฝั่งนี้คือ E ฝั่งนั้นคือ I ทำให้คนที่คะแนน 51 ต่อ 49 ถูกจัดคนละกล่องกับคนที่คะแนน 49 ต่อ 51 ทั้งที่ทั้งคู่แทบไม่ต่างกันเลย
ทำซ้ำอีกครั้ง ผลก็เปลี่ยนได้
นี่คือข้อวิจารณ์ที่หนักที่สุด งานวิจัยหลายชิ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาพบว่า เมื่อให้คนกลุ่มเดิมทำแบบทดสอบซ้ำห่างกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน สัดส่วนของคนที่ได้ประเภทเปลี่ยนไปอย่างน้อยหนึ่งตัวอักษรอยู่ในระดับสูงมาก บางการศึกษารายงานใกล้เคียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง
ถ้าเครื่องมือหนึ่งบอกว่าคุณเป็น INFP วันนี้ และเป็น ISFP ในอีกห้าสัปดาห์ สิ่งที่มันวัดจึงไม่น่าจะเป็นตัวตนที่ติดตัวคุณไปตลอดชีวิตอย่างที่คำบรรยายชอบพูด เราแยกเรื่องนี้ไปอธิบายละเอียดในบทความ ทำไมผล MBTI ถึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ทำ
คำบรรยายที่ตรงมาก อาจตรงเพราะมันกว้างมาก
ปี 1948 นักจิตวิทยาชื่อ เบอร์แทรม โฟเรอร์ แจกคำบรรยายบุคลิกภาพให้นักศึกษาในชั้นเรียน โดยบอกว่าเป็นผลเฉพาะบุคคลจากแบบทดสอบที่เพิ่งทำไป นักศึกษาให้คะแนนความแม่นยำเฉลี่ยสูงราวสี่จากห้า
ความจริงคือทุกคนได้ข้อความชุดเดียวกัน และเป็นข้อความที่เขียนกว้างพอให้ใครก็รู้สึกว่าใช่ ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Barnum effect และมันคือเหตุผลว่าทำไมความรู้สึกว่าแม่นจึงไม่ใช่หลักฐานว่าแบบทดสอบใช้ได้
วิธีทดสอบง่าย ๆ คือลองอ่านคำบรรยายของประเภทที่ไม่ใช่ของคุณโดยไม่ดูว่าเป็นประเภทอะไร แล้วนับดูว่ามีกี่ข้อที่คุณก็รู้สึกว่าใช่
มันทำนายผลงานในการทำงานไม่ได้
ไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าประเภท MBTI ทำนายได้ว่าใครจะทำงานตำแหน่งหนึ่งได้ดีกว่ากัน แม้แต่ผู้ถือลิขสิทธิ์เองก็ระบุในแนวปฏิบัติทางจริยธรรมว่า ไม่ควรใช้เครื่องมือนี้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานหรือใช้ตัดสินการเลื่อนตำแหน่ง รายละเอียดว่าควรใช้กับทีมอย่างไรอยู่ในบทความ ใช้ MBTI ในที่ทำงานอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการตีตรา
ในวงวิชาการนิยมโมเดลอื่นมากกว่า
เครื่องมือที่นักวิจัยด้านบุคลิกภาพใช้กันเป็นมาตรฐานคือ Big Five หรือบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับประสบการณ์ ความมีวินัย ความเปิดเผย ความประนีประนอม และความมั่นคงทางอารมณ์
สี่แกนของ MBTI มีความสัมพันธ์กับสี่องค์ประกอบแรกอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่มีแกนไหนวัดความมั่นคงทางอารมณ์เลย ทั้งที่นั่นคือองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับความเครียดและความพึงพอใจในชีวิตมากที่สุดตัวหนึ่ง
แบบทดสอบฟรีบนอินเทอร์เน็ตกับ MBTI ฉบับทางการ
คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก MBTI ผ่านเว็บทดสอบฟรีที่ให้ผลออกมาเป็นตัวอักษรสี่ตัวบวกอีกหนึ่งตัวหลังขีด เช่น ENFP-A หรือ INFJ-T
นั่นไม่ใช่ MBTI ฉบับทางการ ฉบับทางการเป็นแบบทดสอบมีลิขสิทธิ์ที่ต้องเสียเงิน และตามมาตรฐานการใช้งานควรมีผู้ผ่านการรับรองอธิบายผลให้ฟัง รวมถึงเปิดโอกาสให้คุณโต้แย้งผลที่ได้ด้วย
เว็บฟรีที่ให้ตัวอักษรตัวที่ห้า โดย A หมายถึงมั่นใจและ T หมายถึงไหวตัวไว ใช้โมเดลของตัวเองที่ดัดแปลงมา ตัวอักษรตัวที่ห้านั้นใกล้เคียงกับมิติความมั่นคงทางอารมณ์ใน Big Five ซึ่งเป็นส่วนที่ MBTI ดั้งเดิมไม่มี
ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเว็บฟรีไร้ประโยชน์ แต่แปลว่าอย่านำผลจากเว็บฟรีไปอ้างว่าเป็นผล MBTI ที่ผ่านการรับรอง และอย่าแปลกใจถ้าทำสองเว็บแล้วได้คนละประเภท
วิธีอ่านผลให้ได้ประโยชน์จริง
อ่านเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่คำวินิจฉัย ประโยคที่ถูกต้องคือคำบรรยายนี้อธิบายฉันได้ประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ฉันคือประเภทนี้
ดูคะแนนดิบ ไม่ใช่แค่ตัวอักษร ถ้าแบบทดสอบบอกว่าคุณเป็น J แบบ 52% ต่อ 48% ข้อมูลที่แท้จริงคือ คุณอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ว่าคุณเป็น J
ให้ความสนใจกับข้อที่ไม่ตรง ส่วนที่คุณอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลย มีข้อมูลมากกว่าส่วนที่ตรง เพราะส่วนที่ตรงอาจตรงกับทุกคนอยู่แล้ว
อย่าใช้เป็นข้ออ้าง การบอกว่าก็ฉันเป็น P ไง ไม่ใช่เหตุผลของการส่งงานช้า และการบอกว่าฉันเป็น T ไม่ใช่ใบอนุญาตให้พูดจาทำร้ายคนอื่น ความชอบส่วนตัวไม่ได้ลบความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ
ใช้ตั้งคำถาม ไม่ใช่ใช้ตอบ คุณค่าที่แท้จริงของ MBTI อยู่ตรงที่มันชวนให้คุณสังเกตตัวเอง ส่วนคำตอบที่แม่นที่สุดยังมาจากการเฝ้าดูว่าคุณทำอะไรจริง ๆ ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
อย่ายกให้มันตัดสินเรื่องใหญ่แทนคุณ โดยเฉพาะเรื่องคนที่คุณจะคบและงานที่คุณจะทำ ตารางคู่ที่เข้ากันได้ซึ่งแชร์กันทั่วอินเทอร์เน็ตไม่ได้มาจากการเก็บข้อมูลคู่รักจริง เราแยกไปอธิบายไว้ในบทความ MBTI คู่ไหนเข้ากัน
คำถามที่พบบ่อย
MBTI แม่นไหม
ขึ้นอยู่กับว่าถามถึงอะไร ถ้าถามว่ามันสะท้อนความชอบที่คุณตอบไปในวันนั้นไหม ก็ค่อนข้างสะท้อน แต่ถ้าถามว่ามันจับตัวตนถาวรของคุณได้ไหม หลักฐานยังอ่อน เพราะคนจำนวนมากได้ผลไม่เหมือนเดิมเมื่อทำซ้ำ และคะแนนของคนส่วนใหญ่อยู่ใกล้เส้นแบ่ง
ผล MBTI เปลี่ยนได้ไหม ถ้าเปลี่ยนแปลว่าอะไร
เปลี่ยนได้และเปลี่ยนบ่อย สาเหตุหลักคือคะแนนที่ก้ำกึ่ง อารมณ์และบริบทตอนทำ รวมถึงการตอบตามภาพที่อยากเป็นแทนสิ่งที่เป็นจริง ไม่ได้แปลว่าคุณผิดปกติหรือรู้จักตัวเองน้อย
16personalities คือ MBTI หรือเปล่า
ไม่ใช่ฉบับทางการ เว็บทดสอบฟรีเหล่านี้ใช้โมเดลที่ดัดแปลงมาและเพิ่มแกนที่ห้าเข้าไป ผลที่ได้ใช้คุยกันสนุก ๆ และใช้ทบทวนตัวเองได้ แต่ไม่ควรนำไปอ้างเป็นผลที่ผ่านการรับรอง
ควรใส่ประเภท MBTI ลงในเรซูเม่ไหม
โดยทั่วไปไม่จำเป็นและอาจเสียมากกว่าได้ เพราะผู้อ่านแต่ละคนตีความตัวอักษรไม่เหมือนกัน สิ่งที่ได้ผลกว่าคือเขียนพฤติกรรมการทำงานจริงลงไปตรง ๆ เช่น ทำงานกับข้อมูลละเอียดได้ต่อเนื่องยาว ๆ หรือถนัดประสานงานหลายฝ่ายพร้อมกัน
ประเภทไหนหายากที่สุด
ข้อมูลที่ถูกอ้างบ่อยที่สุดมาจากกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุว่า INFJ พบน้อยที่สุดราวหนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขนี้เปลี่ยนตามกลุ่มประชากรและวิธีเก็บข้อมูล จึงไม่ควรใช้เป็นเครื่องยืนยันความพิเศษของใคร
ถ้ารู้ว่ามันไม่แม่น ยังควรทำอยู่ไหม
ทำได้ในฐานะเครื่องมือชวนคุยและชวนสังเกตตัวเอง แต่อย่าใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคนอื่น เลือกคู่ หรือคัดคนเข้าทำงาน สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำจริง ๆ โมเดล Big Five มีหลักฐานรองรับมากกว่า
สรุป
MBTI เป็นแผนที่ที่วาดหยาบ ไม่ใช่ภาพถ่ายดาวเทียม
มันมีประโยชน์ตรงที่ทำให้คนเริ่มคุยกันเรื่องความแตกต่างได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าใครดีกว่า และทำให้หลายคนได้หยุดถามตัวเองเป็นครั้งแรกว่าตัวเองทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแบบไหน
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อแผนที่หยาบถูกใช้แทนภูมิประเทศจริง เมื่อมีคนถูกปฏิเสธงานเพราะตัวอักษรสี่ตัว เมื่อมีคนเลิกสมัครงานที่อยากทำเพราะเชื่อว่าประเภทนี้ไม่เหมาะ หรือเมื่อมีคนใช้ประเภทของตัวเองอธิบายพฤติกรรมที่ควรรับผิดชอบ
จำเส้นแบ่งนี้ไว้ แล้วคุณจะได้ประโยชน์จาก MBTI ทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียอะไรให้มันเลย