ความรู้รอบตัว

MBTI คืออะไร รู้จัก 16 ประเภท และวิธีอ่านผลให้ไม่หลงทาง

ที่มาของแบบทดสอบที่คนทั้งโลกใช้ แกนทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นตัวอักษรสี่ตัว ความหมายของแต่ละประเภท และเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ MBTI บอกได้จริงกับสิ่งที่มันบอกไม่ได้

ภาพประกอบบทความ MBTI คืออะไร รู้จัก 16 ประเภท และวิธีอ่านผลให้ไม่หลงทาง
สารบัญเนื้อหา
  1. 01MBTI มาจากไหน
  2. 02แกนทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นตัวอักษรสี่ตัว
  3. 03ตัวอักษรสี่ตัวรวมกันเป็น 16 ประเภท
  4. 04สิ่งที่ MBTI ทำได้ดีจริง
  5. 05ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเชื่อผล
  6. 06แบบทดสอบฟรีบนอินเทอร์เน็ตกับ MBTI ฉบับทางการ
  7. 07วิธีอ่านผลให้ได้ประโยชน์จริง
  8. 08สรุป

ตัวอักษรสี่ตัวอย่าง INFP หรือ ENTJ กลายเป็นภาษากลางที่คนใช้แนะนำตัวไปแล้ว ทั้งในไบโอโซเชียล ในวงคุยกับเพื่อนใหม่ และในห้องประชุมที่หัวหน้าให้ทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเริ่มงาน

แต่คนจำนวนมากรู้แค่ว่าตัวเองเป็นประเภทไหน โดยไม่เคยรู้ว่าตัวอักษรพวกนั้นวัดอะไร มาจากไหน และควรเชื่อมันแค่ไหน บทความนี้ตอบทั้งสามเรื่องนั้นให้ครบในที่เดียว

01

MBTI มาจากไหน

ต้นทางของแนวคิดคือหนังสือ Psychological Types ของ คาร์ล ยุง นักจิตวิทยาชาวสวิส ตีพิมพ์ปี 1921 ยุงเสนอว่าคนมีทิศทางการหันความสนใจต่างกัน คือเข้าหาโลกภายในหรือออกไปยังโลกภายนอก และมีวิธีรับข้อมูลกับตัดสินใจที่ต่างกัน

สิ่งที่มักถูกลืมคือ ยุงเขียนไว้เองว่าไม่มีใครเป็นแบบใดแบบหนึ่งอย่างบริสุทธิ์ เขามองว่านี่คือ แนวโน้ม ไม่ใช่กล่องที่ปิดสนิท

ราวทศวรรษ 1940 แคเธอรีน คุก บริกส์ และลูกสาว อิซาเบล บริกส์ ไมเยอส์ นำแนวคิดของยุงมาทำเป็นแบบสอบถามที่ตอบได้จริง เป้าหมายตอนนั้นคือช่วยผู้หญิงที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ให้เลือกงานที่เข้ากับตัวเองได้เร็วขึ้น

ทั้งสองคนไม่ได้ผ่านการฝึกเป็นนักจิตวิทยาในสายวิชาการ ข้อนี้ถูกหยิบมาโจมตีบ่อย แต่สิ่งที่ควรใช้ตัดสินเครื่องมือจริง ๆ คือหลักฐานว่ามันทำงานได้แค่ไหน ไม่ใช่วุฒิของคนสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะพูดถึงในหัวข้อถัด ๆ ไป

ทุกวันนี้ MBTI เป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน มีการอบรมและออกใบรับรองให้ผู้นำไปใช้ และถูกใช้ในองค์กรทั่วโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ

02

แกนทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นตัวอักษรสี่ตัว

ทุกประเภทเกิดจากการเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งของสี่แกนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือคำนิยามของแต่ละแกนไม่ตรงกับความหมายในภาษาพูดเสมอไป และนั่นคือจุดที่คนอ่านผลผิดกันมากที่สุด

E กับ I พลังงานของคุณหมุนไปทางไหน

E (Extraversion) คือการหันความสนใจออกไปยังผู้คนและสิ่งรอบตัวเป็นหลัก ส่วน I (Introversion) คือการหันเข้าหาความคิดและโลกภายในก่อน

สิ่งที่แกนนี้ไม่ได้วัด คือความขี้อายหรือทักษะการเข้าสังคม คนที่เป็น I จำนวนมากพูดเก่งและอยู่กับคนได้สบาย เพียงแต่หมดพลังเร็วกว่าและต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อชาร์จกลับ ความสับสนระหว่างสองเรื่องนี้พบบ่อยจนเราแยกไปเขียนไว้ต่างหากในบทความ อินโทรเวิร์ตไม่ใช่คนขี้อาย

S กับ N คุณรับข้อมูลแบบไหนก่อน

S (Sensing) ให้น้ำหนักกับสิ่งที่จับต้องได้ ข้อมูลตรงหน้า รายละเอียด และประสบการณ์ที่เคยเจอ ส่วน N (Intuition) ให้น้ำหนักกับภาพรวม รูปแบบที่ซ่อนอยู่ และความเป็นไปได้ที่ยังไม่เกิด

แกนนี้เป็นแกนที่ทำให้คนสองคนคุยกันแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าใจกันเลยได้มากที่สุด เพราะฝั่งหนึ่งอยากได้ข้อมูลครบก่อนตัดสินใจ อีกฝั่งอยากเห็นทิศทางใหญ่ก่อนแล้วค่อยเติมรายละเอียด

T กับ F คุณให้น้ำหนักอะไรตอนตัดสินใจ

T (Thinking) ตัดสินใจโดยยึดตรรกะและความสอดคล้องของเหตุผลเป็นหลัก ส่วน F (Feeling) ยึดผลกระทบต่อผู้คนและคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ

นี่ไม่ใช่แกนที่แบ่งว่าใครใช้สมองและใครใช้อารมณ์ คน F ไม่ได้คิดน้อยกว่า และคน T ไม่ได้ไร้ความรู้สึก ทั้งสองฝั่งใช้เหตุผลเหมือนกัน แต่ตั้งโจทย์ต่างกันว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง

J กับ P คุณจัดการโลกภายนอกอย่างไร

J (Judging) ชอบวางแผน ปิดจบ และรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไร ส่วน P (Perceiving) ชอบเปิดทางเลือกไว้ ปรับตามสถานการณ์ และหลายคนทำงานได้ดีเมื่อเส้นตายใกล้เข้ามา

แกนนี้ถูกใช้ผิดบ่อยที่สุดในที่ทำงาน เพราะถูกแปลเป็น "คนมีระเบียบ" กับ "คนไม่มีระเบียบ" ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มันวัด ความรับผิดชอบต่องานเป็นคนละเรื่องกับความชอบส่วนตัวเรื่องการวางแผน

03

ตัวอักษรสี่ตัวรวมกันเป็น 16 ประเภท

ตารางนี้คือชื่อเรียกที่นิยมใช้และลักษณะที่คำบรรยายของแต่ละประเภทมักพูดถึง อ่านไว้เป็นแผนที่คร่าว ๆ ไม่ใช่คำวินิจฉัย

ประเภทชื่อที่มักเรียกกันลักษณะที่คำบรรยายมักพูดถึง
ISTJผู้ยึดหลักการทำตามที่ตกลงไว้ ละเอียด เชื่อถือได้
ISFJผู้ปกป้องดูแลคนรอบตัวเงียบ ๆ จำรายละเอียดของคนอื่นได้ดี
INFJที่ปรึกษามองแรงจูงใจคนออก ยึดอุดมคติ เก็บความคิดไว้กับตัว
INTJนักวางแผนระยะยาวคิดเป็นระบบ มองข้ามไปหลายก้าว ไม่ชอบงานที่ไร้เหตุผล
ISTPช่างแก้ปัญหาเรียนรู้ด้วยการลงมือ สงบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ISFPศิลปินเงียบไวต่อความงาม ยึดคุณค่าส่วนตัว ไม่ชอบถูกบังคับ
INFPนักอุดมคติให้ความหมายกับสิ่งที่ทำ ประนีประนอมกับคุณค่าของตัวเองได้ยาก
INTPนักคิดวิเคราะห์สนใจว่าอะไรทำงานอย่างไร ตั้งคำถามกับข้อสรุปเสมอ
ESTPนักลงมือทันทีตัดสินใจเร็ว อ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง
ESFPผู้สร้างบรรยากาศอยู่กับปัจจุบัน ทำให้คนรอบตัวผ่อนคลาย
ENFPนักจุดประกายไอเดียเยอะ เชื่อมคนเข้าหากัน เบื่อง่าย
ENTPนักโต้แย้งชอบทดสอบความคิดด้วยการเถียง มองมุมที่คนอื่นข้ามไป
ESTJผู้จัดระบบจัดการงานให้เดินหน้า ชัดเจนเรื่องมาตรฐาน
ESFJผู้ประสานงานใส่ใจความรู้สึกของกลุ่ม ทำให้ทีมอยู่ร่วมกันได้
ENFJผู้นำที่ดึงคนตามสื่อสารเก่ง เห็นศักยภาพในคนอื่น
ENTJผู้กำหนดทิศทางตั้งเป้าใหญ่ ตัดสินใจเด็ดขาด ใจร้อนกับงานที่ช้า

อ่านแล้วรู้สึกว่าตรงมากใช่ไหม เก็บความรู้สึกนั้นไว้ก่อน แล้วลองอ่านประเภทอื่นอีกสักสามสี่ประเภท คนจำนวนมากพบว่าตัวเองรู้สึกตรงกับหลายประเภทพร้อมกัน และนั่นคือประเด็นสำคัญที่เราจะพูดถึงต่อไป

04

สิ่งที่ MBTI ทำได้ดีจริง

ให้คำศัพท์กลางสำหรับพูดถึงความต่าง การบอกเพื่อนร่วมงานว่าขอเวลาอ่านเอกสารก่อนประชุมอาจฟังดูเรื่องมาก แต่การบอกว่าตัวเองเป็นสายที่คิดในหัวให้จบก่อนค่อยพูด ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เร็วกว่า เครื่องมือแบบนี้มีประโยชน์ในฐานะ ภาษา มากกว่าในฐานะการวัด

ไม่มีประเภทไหนถูกออกแบบให้ดีกว่าประเภทอื่น ต่างจากแบบทดสอบหลายชนิดที่มีคะแนนสูงต่ำ MBTI ตั้งใจให้ทุกผลลัพธ์ฟังดูมีคุณค่า ซึ่งทำให้คนเปิดใจคุยเรื่องความแตกต่างได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจัดอันดับ

เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนตัวเอง คำถามอย่างว่าปกติแล้วเราชาร์จพลังจากอะไร หรือเราตัดสินใจโดยดูอะไรก่อน เป็นคำถามที่ดี แม้คำตอบสุดท้ายจะไม่ใช่ตัวอักษรสี่ตัวก็ตาม

05

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเชื่อผล

คนส่วนใหญ่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้อยู่สุดขั้ว

ถ้าโลกมีคนสองแบบชัด ๆ จริง กราฟคะแนนควรมีเนินสองยอดแยกกัน แต่เมื่อวัดจริง คะแนนของคนบนแต่ละแกนกระจายตัวเป็นเนินเดียวที่หนาแน่นตรงกลาง คือคนส่วนใหญ่อยู่ค่อนไปทางกลาง และมีไม่มากที่อยู่สุดปลายทั้งสองข้าง

ผลคือการขีดเส้นแบ่งตรงกลางแล้วบอกว่าฝั่งนี้คือ E ฝั่งนั้นคือ I ทำให้คนที่คะแนน 51 ต่อ 49 ถูกจัดคนละกล่องกับคนที่คะแนน 49 ต่อ 51 ทั้งที่ทั้งคู่แทบไม่ต่างกันเลย

ทำซ้ำอีกครั้ง ผลก็เปลี่ยนได้

นี่คือข้อวิจารณ์ที่หนักที่สุด งานวิจัยหลายชิ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาพบว่า เมื่อให้คนกลุ่มเดิมทำแบบทดสอบซ้ำห่างกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน สัดส่วนของคนที่ได้ประเภทเปลี่ยนไปอย่างน้อยหนึ่งตัวอักษรอยู่ในระดับสูงมาก บางการศึกษารายงานใกล้เคียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง

ถ้าเครื่องมือหนึ่งบอกว่าคุณเป็น INFP วันนี้ และเป็น ISFP ในอีกห้าสัปดาห์ สิ่งที่มันวัดจึงไม่น่าจะเป็นตัวตนที่ติดตัวคุณไปตลอดชีวิตอย่างที่คำบรรยายชอบพูด เราแยกเรื่องนี้ไปอธิบายละเอียดในบทความ ทำไมผล MBTI ถึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ทำ

คำบรรยายที่ตรงมาก อาจตรงเพราะมันกว้างมาก

ปี 1948 นักจิตวิทยาชื่อ เบอร์แทรม โฟเรอร์ แจกคำบรรยายบุคลิกภาพให้นักศึกษาในชั้นเรียน โดยบอกว่าเป็นผลเฉพาะบุคคลจากแบบทดสอบที่เพิ่งทำไป นักศึกษาให้คะแนนความแม่นยำเฉลี่ยสูงราวสี่จากห้า

ความจริงคือทุกคนได้ข้อความชุดเดียวกัน และเป็นข้อความที่เขียนกว้างพอให้ใครก็รู้สึกว่าใช่ ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Barnum effect และมันคือเหตุผลว่าทำไมความรู้สึกว่าแม่นจึงไม่ใช่หลักฐานว่าแบบทดสอบใช้ได้

วิธีทดสอบง่าย ๆ คือลองอ่านคำบรรยายของประเภทที่ไม่ใช่ของคุณโดยไม่ดูว่าเป็นประเภทอะไร แล้วนับดูว่ามีกี่ข้อที่คุณก็รู้สึกว่าใช่

มันทำนายผลงานในการทำงานไม่ได้

ไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าประเภท MBTI ทำนายได้ว่าใครจะทำงานตำแหน่งหนึ่งได้ดีกว่ากัน แม้แต่ผู้ถือลิขสิทธิ์เองก็ระบุในแนวปฏิบัติทางจริยธรรมว่า ไม่ควรใช้เครื่องมือนี้ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานหรือใช้ตัดสินการเลื่อนตำแหน่ง รายละเอียดว่าควรใช้กับทีมอย่างไรอยู่ในบทความ ใช้ MBTI ในที่ทำงานอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการตีตรา

ในวงวิชาการนิยมโมเดลอื่นมากกว่า

เครื่องมือที่นักวิจัยด้านบุคลิกภาพใช้กันเป็นมาตรฐานคือ Big Five หรือบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับประสบการณ์ ความมีวินัย ความเปิดเผย ความประนีประนอม และความมั่นคงทางอารมณ์

สี่แกนของ MBTI มีความสัมพันธ์กับสี่องค์ประกอบแรกอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่มีแกนไหนวัดความมั่นคงทางอารมณ์เลย ทั้งที่นั่นคือองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับความเครียดและความพึงพอใจในชีวิตมากที่สุดตัวหนึ่ง

06

แบบทดสอบฟรีบนอินเทอร์เน็ตกับ MBTI ฉบับทางการ

คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก MBTI ผ่านเว็บทดสอบฟรีที่ให้ผลออกมาเป็นตัวอักษรสี่ตัวบวกอีกหนึ่งตัวหลังขีด เช่น ENFP-A หรือ INFJ-T

นั่นไม่ใช่ MBTI ฉบับทางการ ฉบับทางการเป็นแบบทดสอบมีลิขสิทธิ์ที่ต้องเสียเงิน และตามมาตรฐานการใช้งานควรมีผู้ผ่านการรับรองอธิบายผลให้ฟัง รวมถึงเปิดโอกาสให้คุณโต้แย้งผลที่ได้ด้วย

เว็บฟรีที่ให้ตัวอักษรตัวที่ห้า โดย A หมายถึงมั่นใจและ T หมายถึงไหวตัวไว ใช้โมเดลของตัวเองที่ดัดแปลงมา ตัวอักษรตัวที่ห้านั้นใกล้เคียงกับมิติความมั่นคงทางอารมณ์ใน Big Five ซึ่งเป็นส่วนที่ MBTI ดั้งเดิมไม่มี

ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเว็บฟรีไร้ประโยชน์ แต่แปลว่าอย่านำผลจากเว็บฟรีไปอ้างว่าเป็นผล MBTI ที่ผ่านการรับรอง และอย่าแปลกใจถ้าทำสองเว็บแล้วได้คนละประเภท

07

วิธีอ่านผลให้ได้ประโยชน์จริง

อ่านเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่คำวินิจฉัย ประโยคที่ถูกต้องคือคำบรรยายนี้อธิบายฉันได้ประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ฉันคือประเภทนี้

ดูคะแนนดิบ ไม่ใช่แค่ตัวอักษร ถ้าแบบทดสอบบอกว่าคุณเป็น J แบบ 52% ต่อ 48% ข้อมูลที่แท้จริงคือ คุณอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ว่าคุณเป็น J

ให้ความสนใจกับข้อที่ไม่ตรง ส่วนที่คุณอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลย มีข้อมูลมากกว่าส่วนที่ตรง เพราะส่วนที่ตรงอาจตรงกับทุกคนอยู่แล้ว

อย่าใช้เป็นข้ออ้าง การบอกว่าก็ฉันเป็น P ไง ไม่ใช่เหตุผลของการส่งงานช้า และการบอกว่าฉันเป็น T ไม่ใช่ใบอนุญาตให้พูดจาทำร้ายคนอื่น ความชอบส่วนตัวไม่ได้ลบความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ

ใช้ตั้งคำถาม ไม่ใช่ใช้ตอบ คุณค่าที่แท้จริงของ MBTI อยู่ตรงที่มันชวนให้คุณสังเกตตัวเอง ส่วนคำตอบที่แม่นที่สุดยังมาจากการเฝ้าดูว่าคุณทำอะไรจริง ๆ ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

อย่ายกให้มันตัดสินเรื่องใหญ่แทนคุณ โดยเฉพาะเรื่องคนที่คุณจะคบและงานที่คุณจะทำ ตารางคู่ที่เข้ากันได้ซึ่งแชร์กันทั่วอินเทอร์เน็ตไม่ได้มาจากการเก็บข้อมูลคู่รักจริง เราแยกไปอธิบายไว้ในบทความ MBTI คู่ไหนเข้ากัน

คำถามที่พบบ่อย

MBTI แม่นไหม

ขึ้นอยู่กับว่าถามถึงอะไร ถ้าถามว่ามันสะท้อนความชอบที่คุณตอบไปในวันนั้นไหม ก็ค่อนข้างสะท้อน แต่ถ้าถามว่ามันจับตัวตนถาวรของคุณได้ไหม หลักฐานยังอ่อน เพราะคนจำนวนมากได้ผลไม่เหมือนเดิมเมื่อทำซ้ำ และคะแนนของคนส่วนใหญ่อยู่ใกล้เส้นแบ่ง

ผล MBTI เปลี่ยนได้ไหม ถ้าเปลี่ยนแปลว่าอะไร

เปลี่ยนได้และเปลี่ยนบ่อย สาเหตุหลักคือคะแนนที่ก้ำกึ่ง อารมณ์และบริบทตอนทำ รวมถึงการตอบตามภาพที่อยากเป็นแทนสิ่งที่เป็นจริง ไม่ได้แปลว่าคุณผิดปกติหรือรู้จักตัวเองน้อย

16personalities คือ MBTI หรือเปล่า

ไม่ใช่ฉบับทางการ เว็บทดสอบฟรีเหล่านี้ใช้โมเดลที่ดัดแปลงมาและเพิ่มแกนที่ห้าเข้าไป ผลที่ได้ใช้คุยกันสนุก ๆ และใช้ทบทวนตัวเองได้ แต่ไม่ควรนำไปอ้างเป็นผลที่ผ่านการรับรอง

ควรใส่ประเภท MBTI ลงในเรซูเม่ไหม

โดยทั่วไปไม่จำเป็นและอาจเสียมากกว่าได้ เพราะผู้อ่านแต่ละคนตีความตัวอักษรไม่เหมือนกัน สิ่งที่ได้ผลกว่าคือเขียนพฤติกรรมการทำงานจริงลงไปตรง ๆ เช่น ทำงานกับข้อมูลละเอียดได้ต่อเนื่องยาว ๆ หรือถนัดประสานงานหลายฝ่ายพร้อมกัน

ประเภทไหนหายากที่สุด

ข้อมูลที่ถูกอ้างบ่อยที่สุดมาจากกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุว่า INFJ พบน้อยที่สุดราวหนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขนี้เปลี่ยนตามกลุ่มประชากรและวิธีเก็บข้อมูล จึงไม่ควรใช้เป็นเครื่องยืนยันความพิเศษของใคร

ถ้ารู้ว่ามันไม่แม่น ยังควรทำอยู่ไหม

ทำได้ในฐานะเครื่องมือชวนคุยและชวนสังเกตตัวเอง แต่อย่าใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคนอื่น เลือกคู่ หรือคัดคนเข้าทำงาน สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำจริง ๆ โมเดล Big Five มีหลักฐานรองรับมากกว่า

08

สรุป

MBTI เป็นแผนที่ที่วาดหยาบ ไม่ใช่ภาพถ่ายดาวเทียม

มันมีประโยชน์ตรงที่ทำให้คนเริ่มคุยกันเรื่องความแตกต่างได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าใครดีกว่า และทำให้หลายคนได้หยุดถามตัวเองเป็นครั้งแรกว่าตัวเองทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแบบไหน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อแผนที่หยาบถูกใช้แทนภูมิประเทศจริง เมื่อมีคนถูกปฏิเสธงานเพราะตัวอักษรสี่ตัว เมื่อมีคนเลิกสมัครงานที่อยากทำเพราะเชื่อว่าประเภทนี้ไม่เหมาะ หรือเมื่อมีคนใช้ประเภทของตัวเองอธิบายพฤติกรรมที่ควรรับผิดชอบ

จำเส้นแบ่งนี้ไว้ แล้วคุณจะได้ประโยชน์จาก MBTI ทั้งหมดโดยไม่ต้องเสียอะไรให้มันเลย

ชอบเรื่องแบบนี้ใช่ไหม

กดติดตามเพจหมีข่าว แล้วเราจะส่งเรื่องน่ารู้ใหม่ ๆ ไปให้อ่านทุกสัปดาห์