ตอนซื้อมือถือมาใหม่ ๆ แบตอยู่ได้ถึงสี่ทุ่มแบบสบาย ๆ ผ่านไปปีกว่า บ่ายสามโมงตัวเลขมุมจอเหลือ 30% แล้ว คุณเริ่มพกสายชาร์จไปทุกที่ และเริ่มสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด
แล้วคำแนะนำก็มาจากทุกทิศ ต้องใช้ให้หมดก่อนค่อยชาร์จ ห้ามเสียบทิ้งไว้ทั้งคืน ชาร์จเร็วทำแบตพัง ห้ามเล่นตอนชาร์จ บางข้อถูก บางข้อเป็นเรื่องเล่าจากยุคแบตรุ่นเก่า และมีข้อหนึ่งที่ทำตามแล้วกลับทำร้ายแบตหนักกว่าเดิม
แบตเสื่อมคืออะไร และทำไมไม่มีใครหนีพ้น
แบตมือถือแทบทุกเครื่องเป็นแบตลิเธียมไอออน ทุกครั้งที่ชาร์จและใช้ไฟ จะมีปฏิกิริยาเคมีเล็ก ๆ ข้างเคียงเกิดขึ้นในเซลล์ เหมือนตะกรันที่เกาะในกาต้มน้ำทีละนิด ไม่มีวันไหนที่เห็นชัด แต่สะสมไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่เก็บไฟเล็กลง
ลองนึกถึงขวดน้ำที่ค่อย ๆ หดเล็กลงทุกเดือน หน้าจอยังบอกว่าเต็ม 100% เหมือนเดิม แต่เป็น 100% ของขวดที่เล็กกว่าตอนซื้อมา ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไม่ได้โกหก แค่ขวดมันหดลง แบตจึงหมดเร็วขึ้นทั้งที่คุณใช้เหมือนเดิม
ความเสื่อมมาจากสองทาง ทางแรกคือการใช้งาน ผู้ผลิตนับเป็นรอบชาร์จ หนึ่งรอบคือการใช้ไฟรวมกันครบ 100% จะใช้รวดเดียว หรือใช้ 75% วันนี้แล้ว 25% พรุ่งนี้ ก็นับเป็นหนึ่งรอบเท่ากัน ทางที่สองคือเวลา แบตเสื่อมได้แม้วางไว้เฉย ๆ และจะเสื่อมเร็วขึ้นมากถ้าวางไว้ในที่ร้อนตอนแบตเต็ม
ข่าวดีคือทั้งสองทางมีตัวเร่งตัวเดียวกัน คือความร้อนกับระดับแบตที่สุดขั้ว ถ้าเข้าใจสองเรื่องนี้ ความเชื่อทุกข้อด้านล่างจะแยกจริงแยกเท็จได้เอง
ความเชื่อที่ 1: ต้องใช้ให้หมดเกลี้ยงก่อนค่อยชาร์จ
ความเชื่อนี้มาจากแบตนิกเกิลแคดเมียมในโทรศัพท์และของเล่นยุคก่อน ซึ่งมีปัญหาที่เรียกว่า memory effect (แบตจำค่า) ถ้าชาร์จตอนยังไม่หมด แบตจะจำว่าใช้ได้แค่นั้น คำแนะนำให้ใช้จนหมดก่อนจึงติดปากมาถึงทุกวันนี้
แบตลิเธียมไอออนไม่มีปัญหานี้ และ Apple เองก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องรอให้แบตหมด 100% ก่อนชาร์จ ที่สำคัญกว่านั้น การปล่อยให้แบตลงไปถึง 0% บ่อย ๆ คือหนึ่งในนิสัยที่ทำร้ายแบตจริง เพราะการคายไฟจนสุดเป็นภาระหนักของเซลล์ และถ้าแบตหมดเกลี้ยงแล้วถูกทิ้งไว้นาน อาจถึงขั้นชาร์จไม่เข้าอีก
สิ่งที่ควรทำแทนคือชาร์จเมื่อสะดวก เสียบตอนนั่งทำงาน ตอนอยู่ในรถ ตอนกินข้าว การเติมไฟครั้งละ 20-30% หลายครั้งต่อวันไม่ได้ทำให้แบตแย่ลง เพราะนับรอบชาร์จรวมกันเท่าเดิม แต่แบตไม่ต้องลงไปถึงจุดต่ำสุด
ถ้าวันไหนต้องออกนอกบ้านทั้งวันและไม่มีปลั๊กให้เสียบ ตรงนี้แหละที่พาวเวอร์แบงก์ช่วยได้จริง
พาวเวอร์แบงก์
ช่วยให้คุณเติมไฟระหว่างวันได้ตอนแบตเหลือราวครึ่งหนึ่ง แทนที่จะปล่อยให้มือถือลงไปถึง 0% แล้วดับกลางทาง ใช้ตอนเครื่องไม่ร้อนและวางไว้ในที่โล่ง ไม่เสียบชาร์จไปด้วยในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าที่ปิดมิด
เหมาะกับใคร คนที่ออกนอกบ้านทั้งวัน เดินทางบ่อย หรือหาปลั๊กยากระหว่างวัน
ส่วนวิธีเลือกความจุและกำลังวัตต์ให้เข้ากับมือถือ อ่านต่อได้ที่ คู่มือเลือกพาวเวอร์แบงก์และหัวชาร์จเร็ว GaN
ความเชื่อที่ 2: เสียบชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน ไฟจะล้นจนแบตพัง
ครึ่งเดียวถูก มือถือมีวงจรควบคุมการชาร์จ พอแบตเต็มก็หยุดรับไฟ แล้วเติมให้นิดหน่อยเมื่อแบตลดลง ไฟจึงไม่ได้ล้นเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างที่กลัว
แต่อีกครึ่งที่ถูกคือ แบตที่ค้างอยู่ที่ 100% นานหลายชั่วโมงจะอยู่ในภาวะตึงที่สุด คล้ายยางวงที่ถูกดึงจนสุดแล้วค้างไว้ทั้งคืน ไม่ขาดในคืนเดียว แต่ยืดหยุ่นน้อยลงทุกครั้ง ถ้าคืนนั้นห้องร้อน หรือมือถืออยู่ใต้หมอนที่ระบายความร้อนไม่ได้ ผลยิ่งหนักขึ้น และการชาร์จในที่ที่ความร้อนระบายไม่ได้ยังเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องแบตเสื่อม
ทางแก้ไม่ใช่ตื่นมาถอดสายตอนตีสาม มือถือหลายรุ่นมีโหมดถนอมแบตในหน้าตั้งค่าแบตเตอรี่ บางรุ่นจะชาร์จค้างไว้ราว 80% แล้วค่อยชาร์จต่อจนเต็มก่อนเวลาที่คุณมักตื่น บางรุ่นให้ตั้งให้หยุดที่ 80% หรือ 85% ไปเลย ชื่อเมนูต่างกันไปตามยี่ห้อ ลองค้นในหน้าแบตเตอรี่ด้วยคำว่า ปกป้อง ถนอม หรือ เพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าใช้ iPhone มีวิธีเปิดอยู่ในบทความ ฟีเจอร์ iPhone ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยใช้
แล้ววางมือถือบนโต๊ะหรือพื้นแข็งที่อากาศถ่ายเทตอนชาร์จ ไม่ใช่บนที่นอนหรือใต้หมอน แค่นี้ก็ตัดทั้งความร้อนและการค้างที่ 100% ไปได้ส่วนใหญ่
ความเชื่อที่ 3: ชาร์จเร็วทำให้แบตพังเร็ว
ส่วนใหญ่ไม่จริง ระบบชาร์จเร็วของมือถือไม่ได้อัดไฟเต็มแรงตลอด มันชาร์จเร็วตอนแบตยังน้อย แล้วค่อย ๆ ลดกำลังลงเมื่อใกล้เต็ม นี่คือเหตุผลที่ช่วงแรกขึ้นไวมาก แต่ช่วงท้ายช้าลงจนรู้สึกได้
ที่ควรระวังจริง ๆ คือความร้อนที่มากับมัน ไฟที่เข้าเร็วขึ้นแปลว่าความร้อนเกิดมากขึ้น ถ้ามือถือแค่อุ่น ๆ ถือว่าปกติ แต่ถ้าร้อนจนถือไม่สบายมือทุกครั้งที่ชาร์จเร็ว นั่นคือสัญญาณที่ควรปรับ
วิธีปรับง่าย ๆ คือถอดเคสหนา ๆ ออกตอนชาร์จ Apple เองก็แนะนำแบบนี้ เพราะเคสบางแบบเก็บความร้อนไว้ ถ้าชาร์จตอนนอนซึ่งไม่รีบ จะใช้หัวชาร์จธรรมดาก็ได้ มือถือบางรุ่นยังมีตัวเลือกปิดชาร์จเร็วในตั้งค่าด้วย เก็บชาร์จเร็วไว้ใช้ตอนต้องรีบออกจากบ้านจริง ๆ
ความเชื่อที่ 4: ห้ามใช้มือถือระหว่างชาร์จเด็ดขาด
เกินจริงไปหน่อย การตอบแชต อ่านข่าว หรือดูคลิปเบา ๆ ระหว่างชาร์จไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ทำร้ายแบตจริงคือการเล่นเกมกราฟิกหนัก ๆ หรือถ่ายวิดีโอยาว ๆ ไปพร้อมกับชาร์จเร็ว เพราะความร้อนมาจากสองทางพร้อมกัน ทั้งจากชิปที่ทำงานหนักและจากไฟที่กำลังเข้า
ความร้อนคือศัตรูอันดับหนึ่งของแบต Apple ระบุว่ามือถือควรใช้งานในที่อุณหภูมิไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส และความร้อนที่สูงกว่านั้นอาจทำให้ความจุแบตลดลงถาวร ซึ่งบ้านเราเกินตัวเลขนี้ได้ง่ายมากในบางสถานที่
ที่ที่มือถือร้อนโดยไม่รู้ตัวมีหลายแห่ง คอนโซลหน้ารถที่จอดกลางแดด ขาตั้งมือถือติดกระจกรถที่โดนแดดเต็ม ๆ ตอนเปิดแผนที่ระยะไกล ข้างหน้าต่างที่แดดบ่ายส่อง หรือในกระเป๋าที่วางไว้กลางแดด ถ้าห้องของคุณร้อนจัดช่วงบ่ายจนมือถือที่วางบนโต๊ะยังอุ่น ลองดู วิธีลดความร้อนในห้องโดยไม่ต้องเปิดแอร์ทั้งวัน
ถ้ามือถือร้อนจัดจนขึ้นข้อความเตือน ให้หยุดชาร์จ ย้ายไปที่ร่ม ถอดเคส แล้วปล่อยให้มันเย็นลงเอง อย่าเอาไปแช่ตู้เย็นหรือเป่าแอร์ใส่ตรง ๆ เพราะการเปลี่ยนอุณหภูมิกะทันหันอาจทำให้เกิดหยดน้ำในเครื่อง
ความเชื่อที่ 5: หัวชาร์จกับสายชาร์จ อันไหนก็เหมือนกัน
หัวชาร์จที่ดีจะคุยกับมือถือว่าจ่ายไฟได้เท่าไหร่ แล้วจ่ายเท่าที่มือถือรับได้ หัวชาร์จวัตต์สูงจึงไม่ทำให้มือถือพัง แต่หัวชาร์จราคาถูกที่ไม่มีมาตรฐานรับรองอาจไม่มีวงจรป้องกันไฟเกินหรือความร้อนเกินที่ควรมี เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากกว่าเรื่องแบตเสื่อม
เลือกหัวชาร์จจากผู้ผลิตมือถือ หรือแบรนด์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน สายชาร์จที่ปลอกขาด หัวงอ หรือต้องจับเอียงถึงจะชาร์จเข้า ควรเลิกใช้แล้วเปลี่ยนใหม่ ถ้าเดินทางต่างประเทศบ่อยและต้องใช้ปลั๊กแปลง อ่านเรื่องการเลือกอุปกรณ์ที่ปลอดภัยได้ที่ คู่มือปลั๊กแปลงและไฟฟ้าสำหรับเดินทาง
เมื่อไหร่ควรเลิกถนอม แล้วเปลี่ยนแบต
นิสัยที่ดีช่วยให้แบตเสื่อมช้าลง แต่ย้อนเวลาไม่ได้ ลองเข้าไปดูหน้าสุขภาพแบตเตอรี่ในตั้งค่า iPhone จะบอกความจุสูงสุดเทียบกับตอนใหม่เป็นเปอร์เซ็นต์ มือถือ Android หลายรุ่นมีหน้าคล้ายกัน บางรุ่นต้องให้ศูนย์บริการตรวจ ถ้าตัวเลขต่ำลงมากและแบตไม่พอใช้ถึงเย็นแม้ปรับนิสัยแล้ว การเปลี่ยนแบตที่ศูนย์บริการคุ้มกว่าการซื้อเครื่องใหม่หลายเท่า
ถ้าจะเก็บมือถือเครื่องเก่าไว้เป็นเครื่องสำรองนาน ๆ Apple แนะนำให้ชาร์จไว้ราว 50% ปิดเครื่อง เก็บในที่แห้งและไม่ร้อน แล้วกลับมาชาร์จให้กลับไปราว 50% ทุก 6 เดือน อย่าเก็บตอนแบตเต็มหรือหมดเกลี้ยง
คำถามที่พบบ่อย
ควรชาร์จให้แบตอยู่ช่วงกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะดีที่สุด
หลักง่าย ๆ ที่ใช้กันทั่วไปคือพยายามไม่ให้ลงต่ำกว่าราว 20% บ่อย ๆ และไม่ค้างที่ 100% นาน ๆ แต่ไม่ต้องเคร่งจนเป็นภาระ วันไหนต้องใช้หนักแล้วชาร์จเต็มก็ไม่เป็นไร สิ่งที่ส่งผลจริงคือนิสัยที่ทำซ้ำทุกวัน ไม่ใช่วันใดวันหนึ่ง
มือถือใหม่ต้องชาร์จให้เต็ม 8 ชั่วโมงก่อนใช้ครั้งแรกไหม
ไม่ต้อง คำแนะนำนี้มาจากแบตรุ่นเก่า แบตลิเธียมไอออนใช้ได้เลยตั้งแต่แกะกล่อง จะชาร์จก่อนหรือใช้ไปก่อนก็ได้
ชาร์จแบบไร้สายทำให้แบตเสื่อมเร็วกว่าชาร์จด้วยสายไหม
ชาร์จไร้สายเกิดความร้อนมากกว่าชาร์จด้วยสายเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อวางมือถือไม่ตรงตำแหน่งขดลวด ถ้าใช้แท่นที่วางตรงจุด ถอดเคสหนาออก และมือถือแค่อุ่น ๆ ก็ใช้ได้ตามปกติ ถ้าร้อนมากทุกครั้งให้กลับไปใช้สาย
ปิดเครื่องตอนชาร์จช่วยถนอมแบตไหม
ช่วยให้ชาร์จเร็วขึ้นเล็กน้อยและเครื่องร้อนน้อยลง เพราะไม่มีแอปทำงานเบื้องหลัง แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้ง การวางในที่โล่งและไม่ใช้งานหนักระหว่างชาร์จให้ผลใกล้เคียงกัน
แบตเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ถึงควรเปลี่ยน
ผู้ผลิตหลายรายถือว่าแบตที่ความจุลดลงเหลือราว 80% ของตอนใหม่คือจุดที่เสื่อมจนเห็นผลชัด แต่ตัวเลขไม่ใช่ตัวตัดสินเดียว ถ้าแบตยังพอใช้ทั้งวันก็ใช้ต่อได้ ถ้าเครื่องดับเองทั้งที่ยังเหลือแบต หรือแบตบวม ควรเปลี่ยนเลยไม่ว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่
สรุป
ถ้าทำได้แค่สามอย่างคืนนี้ ให้เปิดโหมดถนอมแบตในตั้งค่า ย้ายที่ชาร์จจากที่นอนมาไว้บนโต๊ะ และเลิกรอให้แบตหมดก่อนค่อยเสียบ ที่เหลือคือกฎจากแบตยุคก่อนที่คุณวางลงได้เลย


